วิสัยทัศน์  
  ++ น้ำสมบูรณ์   สนับสนุนการผลิต   เสริมสร้างคุณภาพชีวิต   เศรษฐกิจมั่นคง ++  

 

  พันธกิจ  
  ++เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล ++   
  ++ บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน ++    
  ++ เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ ++  
  ++ ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ++  
     

 

สถานที่ตั้งหน่วยงาน
สำนักชลประทานที่ 3
204 หมู่ 8 ต. ท่าทอง  ถ.พิษณุโลก นครสวรรค์  อ.เมือง  จ.พิษณุโลก  65000
โทร 0-5533-3001 , 0-5533-3002 , 055-333-3017
Fax : 0-5533-3005 ,0-5524-5087  E – mail : rid@hotmail.com
พื้นที่ตั้งบริเวณสำนักชลประทานที่ 3  มีเนื้อที่ทั้งหมด  342 ไร่  1 งาน  30 ตารางวา 
พื้นที่ชลประทาน จำนวน  1,399  ล้านไร่  ณ. วันที่  7 ธันวาคม  2554
 

 

       การพัฒนางานชลประทานในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการชลประทานต่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ จึงมีการขุดลอกคลองและขุดคลองขึ้นใหม่ ในบริเวณทุ่งราบภาคกลางจำนวนมาก ระหว่างปี พ.ศ.2413-2447 ทั้งคลองที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุด และคลองเอกชนขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ขุดถึง 17 คลอง เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการคมนาคม และกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเพาะปลูกเป็นสำคัญ ในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศไทยประสบกับสภาวะฝนแล้งเป็นเวลานานถึง 3 ปี ติดต่อกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2454-2456 ทำให้การเพาะปลูกข้าวในบริเวณทุ่งราบภาคกลางที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาหามาตรการแก้ไขทุพภิกขภัย        ที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้ว ลงความเห็นว่า ควรมีการเร่งรัดพัฒนางานชลประทานขึ้นในประเทศโดยด่วน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นชอบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือทางด้านวิชาการจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งได้ให้ยืมตัว เซอร์ ธอมมัส วอร์ด    
(Sir Thomas Ward)  ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษ ให้เข้ามาช่วยเหลือศึกษาวางรูปงานโครงการชลประทานให้    
ในปี พ.ศ. 2456 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการทดน้ำท่านนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้ากรมคลอง  คนที่ 4 ในเวลาต่อมา

ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ว่า คำว่า ทดน้ำ ซึ่งใช้เรียกชื่อกรมอยู่ไม่ถูกต้องตรงกับงานแท้จริงที่ปฏิบัติ เพราะคำว่า ทดน้ำ หมายถึงเฉพาะแต่การปิดกั้นลำน้ำ ซึ่งเป็นงานแขนงหนึ่งของการส่งน้ำเท่านั้น ส่วนงานของกรมทดน้ำที่ปฏิบัติอยู่จริงนั้น รวมถึงการขุดคลองทดน้ำ ส่งน้ำตามคลองที่ขุด ตลอดจนใช้เครื่องสูบน้ำช่วยเหลือการเพาะปลูกอีกด้วย จึงได้ทรงพระกรุณา   โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อกรมทดน้ำเป็น กรมชลประทาน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2470 นามกรมชลประทาน ซึ่งใช้อยู่จวบจนปัจจุบัน จึงเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้  นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี พ.ศ. 2445 หรือเมื่อ 109 ปีก่อน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กรมชลประทานได้มีวิวัฒนาการด้านการชลประทาน อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวิชาการ เทคโนโลยีการก่อสร้าง และการบริหารการจัดการน้ำ จนเติบโตขึ้นมาเป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง พรั่งพร้อมด้วย   บุคลากรที่มากด้วยประสบการณ์และศักยภาพ ในการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำดังเช่นปัจจุปัน ส่วนหนึ่งด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช รัชกาลที่ 9 องค์ราชัน ผู้เป็นปราชญ์แห่งน้ำ ผู้ทรงพระคุณประเสริฐยิ่งของปวงชนชาวไทย         กรมชลประทาน มีภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับการจัดหาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำ โดยรับผิดชอบงานขุดคลอง การระบายน้ำ การส่งน้ำ และการสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง ทุกภาคของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อการอุปโภค บริโภค งานก่อสร้างโครงการชลประทาน จึงได้ขยายออกไปอย่างกว้างขว้าง เพื่อรองรับการขยายตัวทางการผลิต และความต้องการบริโภคภายในประเทศ

 

     น้ำ คือ ชีวิต  น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เช่น คน พืช และสัตว์  แหล่งที่มาของน้ำตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดคือ น้ำฝน ไหลลงสู่ที่กักเก็บ น้ำธรรมชาติ คือ แม่น้ำ ลำธาร คูคลอง หนองบึง ทะเล และบางส่วนที่ซึมลงไปเป็นน้ำบาดาล มนุษย์เราก็นำน้ำธรรมชาติเหล่านี้มาใช้ในการดำรงชีวิต การเกษตร การอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย  สืบเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน ประชากรของประเทศเพิ่มมากขึ้น มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความต้องการน้ำได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  แต่ยังไม่มีใครเห็นความสำคัญของน้ำ และแหล่งเก็บกักน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับกรมชลประทาน มีภารกิจและหน้าที่ที่จะดูแล และ

บริหารจัดการน้ำให้กับประชากรทั่วประเทศ  ดังนั้นเริ่มแรกกรมชลประทาน ได้ก่อสร้าง เหมือง ฝาย อ่างเก็บน้ำ เขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามขาดแคลน แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ถูกจำกัดด้วยงบประมาณและพื้นที่

ในสมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องน้ำและพระราชทานแนวพระราชดำริ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการพัฒนาแหล่งน้ำมาตลอด และทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพัฒนาแหล่งน้ำทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งมักเกิดการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้  พระองค์ท่านได้รับสั่งให้กรมชลประทาน ดูแลเรื่องแหล่งเก็บกักน้ำตามพระราชดำริ

          “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือเมื่อมีปริมาณน้ำมากเกินไป ก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่า การพัฒนาแหล่งน้ำนั้นอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น ก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง  (จากกระแสพระราชดำรัสพระราชทาน ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ  เมื่อวันที่  11  ธันวาคม   2538)

เนื่องจาก กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง การดำเนินภารกิจต่างๆ จึงไม่ค่อยสะดวก  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานซึ่งเป็นเครือข่ายอยู่ในทุกภาค และทุกจังหวัด เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานในการบริหารจัดการน้ำให้กับประชาชนอย่างทั่วทุกพื้นที่ และจังหวัดพิษณุโลกมีที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนล่าง จึงได้รับการพิจารณาให้เป็นเครือข่ายของกรมชลประทาน ที่มีภารกิจ หน้าที่จัดหาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีอาชีพทางการเกษตร จึงได้เริ่มจัดตั้งโครงการก่อสร้างชลประทานราษฎร์ ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2509

ในปี พ.ศ. 2509  กองชลประทานราษฎร์  ได้จัดตั้งโครงการก่อสร้างชลประทานราษฎร์ ส่วนพิษณุโลก สถานที่ตั้งขึ้น เป็นการภายใน มีหน้าที่รับผิดชอบงานก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดเล็กและขนาดกลาง กรมมีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายช่างประสงค์  ชินวงศ์ เป็นผู้ควบคุม (ชคร.) โดยเช่าอาคารของเอกชนเป็นที่ทำการชั่วคราว มีที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพิษณุโลก ใกล้สถานีรถไฟพิษณุโลก งบประมาณส่วนใหญ่จะได้รับการจัดสรรจากคณะกรรมการพัฒนาภาคเหนือ  และงบประมาณประจำปีของกองชลประทานราษฎร์มาดำเนินการ มีขอบเขตรับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ พิจิตร, พิษณุโลก, อุตรดิตถ์, กำแพงเพชรสุโขทัย และน่าน ส่วนจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ นอกจากนี้กองชลประทานราษฎร์จะควบคุมดูแลเองโดยตรง

 

ในปี  พ..  2515  กรมชลประทานพิจารณาเห็นว่าการจัดแบ่งภาค ซึ่งจัดไว้เดิม ส่วนใหญ่เป็นภาคของกองบางกองที่มีหน่วยงานเดิมอยู่ทางท้องถิ่นเท่านั้น  เช่น  กองชลประทานหลวง  กองชลประทานราษฎร์  และกองก่อสร้าง  เป็นต้น  ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการบริหารของกรมฯ  เพราะการบังคับบัญชาขึ้นอยู่กับกองเจ้าสังกัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรมโดยตรง  ดังนั้นกรมจึงได้มีคำสั่งที่  10/2515  ลงวันที่  14  มีนาคม  2515  จัดแบ่งภาคและขอบเขตความรับผิดชอบของภาคเสียใหม่ โดยแบ่งออกเป็น  ภาค  กำหนดให้ จ.พิษณุโลก เป็นที่ตั้งที่ ทำการภาคกลางตอนบน หรือภาคเหนือตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่รวม  จังหวัด  คือ  ตากกำแพงเพชรนครสวรรค์สุโขทัยอุตรดิตถ์พิษณุโลกพิจิตรและเพชรบูรณ์  และได้กำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ของภาคต่างๆ  ไว้ด้วย กรมออกคำสั่งเลขที่ ข.340/2516 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2516 ให้นายชุมศักดิ์  เตชะเสน มาเป็น นายช่างชลประทานภาคกลางตอนบน และมี นายประพันธ์ ปัญญาโรจน์ตำแหน่งนายช่างโท ปฏิบัติงานด้าน  Office Engineer สังกัดกองก่อสร้าง ชลประทานภาคกลางตอนบน  สถานที่ทำงานยังคงเช่าอาคารของเอกชนที่เดิม เป็นที่ทำการภาค

ต่อมากรมพิจารณาเห็นว่าภาคต่างๆ ตามที่แบ่งไว้  8  ภาคนั้น  มีขอบเขตกว้างขวางเกินไปไม่สะดวกในการบริหารและควบคุมงาน  จึงได้แบ่งส่วนราชการทางท้องถิ่นของกรมใหม่ โดยทั่วประเทศแบ่งเป็น 8  ภาคออกเป็นเขตรวม  12  เขตส่วนภาคเหนือตอนล่างหรือสำนักงานชลประทานที่  3  ในปัจจุบัน

ในปี  พ.. 2518  ได้มีพระราชกฤษฎีกาการแบ่งส่วนราชการกรมชลประทานขึ้นใหม่ กำหนดให้มีกองในส่วนกลาง  22  กอง  มีสำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค  12  สำนัก  ดังนั้น ที่ทำการภาคกลางตอนบน จ. พิษณุโลก จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สำนักงานชลประทานที่  3 นายชุมศักดิ์ เตชะเสน ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 (ผชป.3) ( 2 ต.ค. 2518 20 ก.ย. 2523 ) และมี นายประพันธ์ ปัญญาโรจน์ ตำแหน่งนายช่างโท ทำหน้าที่ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ ๓ มีขอบเขตความรับผิดชอบ ครอบคลุมพื้นที่  8  จังหวัด เช่นเดิม หลังจากนั้น นายชุมศักดิ์  เตชะเสน (ผชป.3) ได้เล็งเห็นความสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งควรจะมีสถานที่ทำงานประจำ ช่วยให้เจ้าหน้าที่ มีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้ง ให้เจ้าหน้าที่ มีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน จึงมีแนวคิด จัดหาสถานที่ทำงานที่เหมาะสม โดยมีพื้นที่หลายแห่งให้เลือก แต่ด้วยท่านเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงตัดสินใจเลือกที่ตั้ง ซึ่งห่างจากตัวเมืองพิษณุโลก 7 กิโลเมตร ถนนสายพิษณุโลก นครสวรรค์ จำนวน 342 ไร่ 7งาน 30 ตารางวา เพื่อสร้างอาคารสถานที่ทำงาน เลขที่ 204 หมู่ 8 ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ดังนั้น จึงได้ดำเนินการขออนุมัติจัดซื้อที่ดิน ดังกล่าว เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำงานตลอดมา จนถึงปัจจุบัน และมีการพัฒนาสร้างอาคารเพิ่มเติมอีกหลายอาคาร

ในปี พ.ศ. 2520  ได้ย้ายสำนักงานชลประทานที่ 3  จากที่ตั้งเดิม มาอยู่ที่แห่งใหม่ โดยมีขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม  8  จังหวัดของภาคเหนือตอนล่างเช่นเดิม

ในปี  พ.. 2527  ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมชลประทานขึ้นใหม่ โดยมีกองในส่วนกลาง รวม  25  กอง  แต่ก็ยังมีสำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาคจำนวน  12  สำนักงานเท่าเดิม

ต่อมาปี พ.. 2540  ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2540 ให้ไว้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2540 อีกครั้งหนึ่ง โดยมีกองในส่วนกลาง 9 กอง 13 สำนักและมีสำนักชลงานประทานในภูมิภาค รวม 12 สำนัก สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทานมีภารกิจเกี่ยวกับ ดำเนินการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำ หรือ กัก เก็บ รักษา ควบคุม ส่งระบายน้ำ หรือแบ่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม การพลังงาน การสาธารณูปโภค หรือการอุตสาหกรรม การป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ ความปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบและการคมนาคมทางน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน ตลอดจนดำเนินการ เกี่ยวกับกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามแผนประจำปีของกรมชลประทาน สำนักชลประทานที่  3 ได้ยกฐานะเป็นสำนักชลประทานที่ 3 มีพื้นที่รับผิดชอบ ครอบคลุม 8 จังหวัด  ของภาคเหนือตอนล่างเช่นเดิม

  และในปี  พ.ศ. 2545 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2545 ให้ไว้  ณ  วันที่  9  ตุลาคม  2545 อีกครั้งหนึ่ง โดยมีกองในส่วนกลาง 5 กอง 10 สำนัก และมีสำนักชลประทานในภูมิภาค รวม 16 สำนัก  โดยให้กรมชลประทานมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เพียงพอ โดยจัดสรรน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทุกคน เพื่อให้ผู้ใช้น้ำได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ และสำนักชลประทานที่ 3 มีเขตรับผิดชอบเหลือเพียง      4 จังหวัด คือ  อุตรดิตถ์   พิษณุโลก   พิจิตร   และนครสวรรค์   สถานที่ตั้งเดิม

  ในปี  พ.ศ. 2549 ได้มีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2549 ให้ไว้  ณ  วันที่  17 เมษายน  พ.ศ. 2549  โดยมีกองในส่วนกลาง 5 กอง 10 สำนัก  และมีสำนักชลประทานในภูมิภาค รวม 17 สำนัก โดยให้สำนักชลประทานที่ 3 จ.พิษณุโลก มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เพียงพอ โดยจัดสรรน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทุกคนเพื่อให้ผู้ใช้น้ำได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ และ มีเขตรับผิดชอบ   4 จังหวัด เหมือนเดิม

ในปี 2551 มีพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้ไว้ ณ วันที่ 23 มกราคม 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้  เมื่อวันที่  26  มกราคม  พ.ศ. 2551 และกรมชลประทานได้ปรับเปลี่ยนข้าราชการพลเรือนระบบเดิมเข้าสู่ระบบใหม่ เมื่อวันที่  11  ธันวาคม  พ.ศ. 2551 เพื่อให้การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐสอดคล้องกับทิศทางการบริหารราชการ ผลจากการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ทำให้บุคลากรกรมชลประทาน มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติงานให้สัมฤทธิ์ผล อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี  พ.ศ. 2552 ใช้กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหมือนเดิม แต่เนื่องจาก สำนักชลประทานที่ 3 ได้ก่อสร้างมาเป็นเวลานานแล้ว และมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้นทำให้ สถานที่ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ  ดังนั้น สำนักฯ จึงมีแนวคิดจะจัดหาอาคารที่ทำงานเพิ่มเติม และได้ของบประมาณในการก่อสร้างอาคารที่ทำการใหม่เสนอกรมไป  และในปี พ.ศ. 2552  สำนักฯ ได้รับงบประมาณ ก่อสร้างอาคารที่ทำการเพิ่มขึ้นอีกสองหลัง   ดังนี้



 
อาคารที่สร้างสำเร็จแล้ว

 (ได้รับงบประมาณมาจากโครงการฝายสามง่าม ต.สามง่าม อ.สามง่าม จ.พิจิตร)

ตามที่กรมชลประทานได้ทำสัญญาเลขที่ กส.2 /03 /.013 /2552  ลงวันที่  12  พฤษภาคม 2552  ว่าจ้างให้ หจก. เกรียงศักดิ์พิจิตรรับจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการ โครงการฝายสามง่าม ดำเนินการก่อสร้าง

ในบริเวณพื้นที่ ที่ทำการสำนักชลประทานที่ 3 หมู่ 8  ต.ท่าทอง  อ.เมือง  จ.พิษณุโลก  วงเงินค่าก่อสร้าง  4,277,657.76.-บาท ระยะเวลาก่อสร้าง  150  วัน  เริ่มอายุสัญญาวันที่ 2  มิถุนายน 2552 สิ้นสุดอายุสัญญาวันที่ 29 ตุลาคม  2552

 

          โดย ผู้รับจ้าง หจก .เกรียงศักดิ์พิจิตร มี

                   นายวสันต์            ศิริพันธ์                              วิศวกรโครงการ

                   นายกิตติวัฒน์        คุณานนท์                           หุ้นส่วนผู้จัดการ

 

          คณะกรรมการฯและผู้ควบคุมงาน

                   นายธีระ             นวลปลอด                           ประธานกรรมการ

                   นายสัญญา          สุริวรรณ                             กรรมการ

                   นายสนิท             คันธี                                 กรรมการ

                   นายพงษ์เทพ        อ่องประเสริฐ                         ผู้ควบคุมงาน

นายสมหวัง          ปานสุขสาร                          ผู้ควบคุมงาน

 

แบบแปลนอาคารหลังที่ 2
 

 

หมายเหตุ

    1. ลักษณะอาคารเป็นอาคารที่ทำการขนาดเล็ก คสล. ชั้นเดียว ดำเนินการก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ ที่ทำการสำนักชลประทานที่ 3 หมู่ 8  ต.ท่าทอง  อ.เมือง  จ.พิษณุโลก

     2. อาคารแต่ละอาคารมีพื้นที่ใช้สอย 475 ตารางเมตร มีพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสองอาคาร 950 ตารางเมตร

 

 

 ตามที่กรมชลประทานได้ทำสัญญาเลขที่ สชป.3/จ.5/2552 ลงวันที่  26   สิงหาคม  2552    ว่าจ้าง

ให้ หจก.เกรียงศักดิ์พิจิตรรับจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการ คสล. ชั้นเดียว จำนวน 1 หลัง ดำเนินการก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ ที่ทำการสำนักชลประทานที่ 3 หมู่ 8  ต.ท่าทอง  อ.เมือง  จ.พิษณุโลก วงเงินค่าก่อสร้าง  4,045,000.00 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง  150  วัน  เริ่มอายุสัญญาวันที่  9 กันยายน 2552 สิ้นสุดอายุสัญญาวันที่ 6 กุมภาพันธ์  2553

           โดย ผู้รับจ้าง หจก. เกรียงศักดิ์พิจิตร มี

                   นายวีระพันธ์           นครพุ่ม                         วิศวกรโครงการ

                   นายกิตติวัฒน์          คุณานนท์                       ผู้จัดการ

          คณะกรรมการฯและผู้ควบคุมงาน

                   นายฉัตรชัย            ทองปอนด์                       ประธานกรรมการ

นายบวร               โชคอยู่ประเสริฐ                 กรรมการ

                   นายเชาวฤทธิ์          โพธิ์ทอง                         กรรมการ

                   นายสมหวัง            ปานสุขสาร                     ผู้ควบคุมงาน

                   นายนภดล             เชาวน์วรนันท์                   ผู้ควบคุมงาน

                   นายภะกิต             ไม้ตะเภา                        ผู้ควบคุมงาน

 

       ในปี พ.ศ. 2553 สำนักฯได้จัดตั้งศาลท้าวมหาพรหมประทานพรตั้ง ณ บริเวณหน้าสำนักชลประทานที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีขนาดของฐานที่ตั้งศาลท้าวมหาพรหมประทานพรขนาด 3.20x5.00 เมตร แท่นที่ตั้งซุ้มศาลท้าวมหาพรหมประทานพร ขนาด 54x54x56 นิ้ว      องค์ท้าวมหาพรหมประทานพรขนาดหน้าตัก 21 นิ้ว ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 30 วัน ใช้งบประมาณงานซ่อมแซมอาคารที่ทำการ สชป.3 พร้อมปรับแต่งภูมิทัศน์ ของงานอาคารสถานที่ สชป.3 ใช้งบประมาณ 320,474 บาท

          การประกอบพิธีอัญเชิญท้าวมหาพรหมประทานพรขึ้นประดิษฐานยังศาลประจำสำนักชลประทานที่ 3  ในวันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553 เวลา 10.59 น. โดยได้รับความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่งานโหรพราหมณ์ จากสำนักพระราชวัง คุณฉัตรชัย ปิ่นเงิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองพระราชพิธีสำนักพระราชวัง มาประกอบพิธีปฐมฤกษ์บวงสรวงเชิญท้าวมหาพรหมประทานพรประดิษฐานยังศาลประจำ สำนักชลประทานที่ 3

 

 

ศาลท้าวมหาพรหมประทานพร

 

   

   

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

ในปี  พ.ศ. 2554 ได้มีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2554  ให้ไว้  ณ  วันที่  22  ธันวาคม  พ.ศ. 2554  โดยมีกองในส่วนกลาง 4 กอง 11 สำนัก   และมีสำนักชลประทานในภูมิภาค รวม 17 สำนัก โดยให้สำนักชลประทานที่ 3 จ.พิษณุโลก มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เพียงพอ โดยจัดสรรน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทุกคนเพื่อให้ผู้ใช้น้ำได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ และ มีเขตรับผิดชอบ   4 จังหวัด เหมือนเดิม

 

พื้นที่ความรับผิดชอบ
 

โครงการชลประทานจังหวัดในเขตรับผิดชอบรวม  4  โครงการ  ประกอบด้วย

  • 1.      โครงการชลประทานอุตรดิตถ์
  • 2.      โครงการชลประทานพิษณุโลก
  • 3.      โครงการชลประทานพิจิตร
  • 4.      โครงการชลประทานนครสวรรค์

 

 

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาในเขตรับผิดชอบรวม  5  โครงการ  ประกอบด้วย

  • 1.      โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร
  • 2.      โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล
  • 3.      โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี
  • 4.      โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว
  • 5.      โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน

 

 

โครงการก่อสร้าง รวม  2  โครงการ  ประกอบด้วย

1.  โครงการก่อสร้าง 1/03

2.  โครงการก่อสร้าง 2/03

 

ประวัติโครงการชลประทานอุตรดิตถ์
 
   
วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์  สนับสนุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิต  เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ
 

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้เพียงพอ

บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืนเสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ                    
ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

235  ถนนศิลาอาสน์-เขื่อนสิริกิติ์  (กม.9)  บ้านวังสีสูบ  ตำบลงิ้วงาม  อำเภอเมือง  จังหวัดอุตรดิตถ์   53000

โทร : 0-5542-8017  Fax : 0-5542-8080 E-mail : water_udit@mail.rid.go.th

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด  64  ไร่  2  งาน  64  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  327,506  ไร่

 
ความเป็นมาของโครงการ

     การชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2494  เมื่อกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทาน  น้ำริด เพื่อจัดหาน้ำให้กับพื้นที่นาทางทุ่งตะวันตกของทางรถไฟสายเหนือ คือ พื้นที่ในเขตอำเภอเมือง อำเภอลับแล ซึ่งมีน้ำไม่เพียงพอในการเพาะปลูก โดยสร้างฝายในการกั้นคลองน้ำริด ที่ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง ซึ่งเรียกชื่อโครงการชลประทานในตอนนั้นว่า โครงการชลประทานราษฎร์ แล้วต่อมาการชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ก็มีการก่อสร้างการชลประทานเรื่อยมา จากการเรียกโครงการชลประทานราษฎร์ก็เปลี่ยนมาเรียกโครงการชลประทานหลวง, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำริด-น้ำปาด, โครงการชลประทานจังหวัดอุตรดิตถ์ และก็มาเป็นโครงการชลประทานอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน
                  เมื่อปี พ.ศ.2506 กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์    ก่อสร้างสถานีขนส่งของแผนกขนส่ง กองยานพาหนะ ที่บ้านวังสีสูบ ตำบลงิ้วงาม  อำเภอเมืองไว้ เมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2515 กรมชลประทาน ได้มอบโอนที่ดินส่วนนี้พร้อมที่ทำการให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของโครงการชลประทานอุตรดิตถ์ ซึ่งเรียกว่าโครงการชลประทานหลวงในขณะนั้น พอปี พ.ศ.2521 สำนักงบประมาณได้อนุมัติอัตรากำลังให้มีโครงการชลประทานจังหวัด หัวหน้าโครงการฯในตอนนั้น คือ นายบุญเลิศ พลับรู้การ ได้กำหนดให้ที่ดินในบริเวณหัวงานวังสีสูบ เลขที่ 235 หมู่ที่ 3 บ้านวังสีสูบ ตำบลงิ้วงาม อำเภอเมือง เป็นที่ตั้งโครงการชลประทานจังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางทิศตะวันออก ตามทางหลวงหมายเลข 1045 (ศิลาอาสน์-เขื่อนสิริกิติ์) เป็นระยะทาง 9 กิโลเมตร มีพื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการฯทั้งสิ้น 64 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา จากที่รับดอนมอบมา 114 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา (กรมทางหลวงได้ขอแบ่งที่ดินใช้เป็นที่ตั้งหมวดการทาง 50 ไร่) จนกระทั่งปี พ.ศ.2527 กรมชลประทานให้เปลี่ยนชื่อเรียกจากโครงการชลประทานจังหวัดอุตรดิตถ์ มาเป็น โครงการชลประทานอุตรดิตถ์ จึงได้ของบประมาณ ในปี พ.ศ.2527 มาซ่อมแซมที่ทำการหัวงานวังสีสูบ และได้งบประมาณในปี พ.ศ.2528 ติดตั้งระบบไฟฟ้า ในปีงบประมาณ 2538 ได้งบประมาณก่อสร้างที่ทำการถาวร ในปีงบประมาณ 2540 จึงได้ย้ายที่ทำการจากเลขที่ 7 ถนนศรีอุตรานอก ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ มาอยู่ที่เลขที่  235 ถนนศิลาอาสน์-เขื่อนสิริกิติ์ (กม.9) บ้านวังสีสูบ ตำบลงิ้วงาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 

 

 

ประวัติโครงการชลประทานพิษณุโลก


วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์   สนับสนุนการผลิต   เสริมสร้างคุณภาพชีวิต   เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้เพียงพอ               
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน         
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และการบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

82/13   ถ.วังจันทร์  อำเภอเมือง  จังหวัดพิษณุโลก   65000

โทร : 0-5525-8916 0, 101, 103  Fax : 0-5524-5352 E-mail :

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด  8   ไร่   0  งาน   27  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  639,667  ไร่

 
ความเป็นมาของโครงการ

     โครงการชลประทานพิษณุโลก เมื่อจัดตั้งสำนักชลประทานที่ 3 ในระยะแรก เรียกว่า " โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพิษณุโลก " มีกรอบอัตรากำลังที่อนุมัติโดยสำนักงบประมาณปี พ.ศ.2518 ต่อมา ในปี 2521 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น " โครงการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก   " ตั้งโครงการอยู่ในบริเวณ - สำนักชลประทานที่ 3 ในปี 2523 ได้ ย้ายมาอยู่ที่บริเวณโครงการ แปรสภาพลำน้ำ เลขที่ 82/13 ถนนวังจันทน์ ตำบลในเมือง จังหวัดพิษณุโลก

                เนื่องจากกรมชลประทาน ได้ยุบโครงการแปรสภาพลำน้ำ ในระยะที่โครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก สร้างเขื่อนหัวงานเสร็จใหม่ สำนักชลประทานที่ 3 มอบหมายให้โครงการฯดำเนินการเรื่องการจัดกรอบอัตรากำลังของงานที่จะรับมอบจากโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก เฉพาะในส่วนของ โครงการชลประทานพิษณุโลก จึงได้แบ่งส่วนราชการของโครงการออกเป็น 2 โครงการ คือ

                 ก. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนพิษณุโลก (เขื่อนนเรศวรในปัจจุบัน) ให้ทำหน้าที่ชลประทานจังหวัดพิษณุโลก อีกหน้าที่หนึ่งด้วย

                  ข. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพลทั้งสองโครงการฯ สำนักงบประมาณได้เห็นชอบและอนุมัติกรอบอัตรากำลังให้ใช้ ตั้งแต่ ปี 2523 เป็นต้นมา อัตรากำลังเดิมผู้ปฏิบัติงานจึงถูกแบ่ง ไปยังโครงการทั้งสองนี้ตั้งแต่ปี 2525 ต่อมาในปี 2527 กรมชลประทาน ได้เห็นชอบที่จะให้มีโครงการในเขตจังหวัดพิษณุโลกเพิ่มขึ้นอีก 1 โครงการคือ โครงการชลประทานพิษณุโลก ตามคำสั่งกรมฯ ที่ 480 / 27 ลงวันที่ 19 เมษายน 2527  เรื่อง กำหนดโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโครงการชลประทานของ  สำนักงานชลประทานและออกคำสั่งกรมฯ ที่ 607/2527 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2527 เรื่อง กำหนดรูปงานและหน้าที่รับผิดชอบของสำนักชลประทาน      ต่อมา ได้มีคำสั่งกำหนดตัวบุคคลให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าโครงการผู้รับผิดชอบขึ้นตามคำสั่งกรมที่ ข.1112/27 ลงวันที่ 27 กันยายน 2527 เรื่อง  แต่งตั้งบุคคลทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายหัวหน้าโครงการส่งน้ำบำรุงรักษา หัวหน้าโครงการชลประทานในสำนักชลประทานที่ 1 – 16

 

ประวัติโครงการชลประทานพิจิตร


วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์   สนับสนุนการผลิต   เสริมสร้างคุณภาพชีวิต   เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ
เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน               
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ                        
ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ
 
สถานที่ตั้ง

50/3  หมู่  4   ตำบลท่าหลวง  อำเภอเมือง  จังหวัดพิจิตร   66000

โทร : 0-5661-2518   Fax : 0-5661-5926  E-mail :

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด   6  ไร่   -  งาน   -  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  722,330  ไร่

 
ความเป็นมาของโครงการ

        จากสภาพที่ราบลุ่มบริเวณสองฝั่งแม่น้ำน่าน  จากจังหวัดพิษณุโลก  ไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ เดิมน้ำในแม่น้ำน่านฤดูน้ำหลากจะไหลล้นทั้งสองข้างตลิ่งไหลบ่าเข้ามาตามลำคลองธรรมชาติเข้าไปท่วมพื้นที่นาในที่ราบลุ่มเกือบประจำทุกปี    การทำนาจึงมักจะได้รับความเสียหายอยู่เสมอ  กล่าวคือ  ในตอนต้นฤดูฝนน้ำในแม่น้ำน่านจะไหลบ่าเข้าคลองธรรมชาติเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มทำให้ต้นข้าวบางครั้งขึ้นสูงแล้ว  แต่หนีน้ำไม่พ้นทำให้ข้าวถูกน้ำท่วมเสียหาย  และหากปีใดฝนตกล่า  การทำนาก็จะล่าไปด้วยในตอนปลายฤดูน้ำในแม่น้ำน่านจะลดลงอย่างรวดเร็ว  น้ำในทุ่งนาก็จะไหลลงสู่แม่น้ำน่านหมด  ต้นข้าวที่กำลังตั้งท้อง  หรือเริ่มออกรวงก็จะขาดน้ำหล่อเลี้ยง ทำให้ผลผลิตไม่ได้ผลเท่าที่ควรความเสียหายเช่นนี้มักเกิดเป็นประจำทุกปี  เนื่องจากการทำนายังต้องอาศัยน้ำจากธรรมชาติเป็นหลักอยู่  เกษตรกรจึงร้องเรียนขอให้เปิดโครงการชลประทานในจังหวัดพิจิตรขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าว

กรมชลประทานจึงได้พิจารณาพื้นที่ในเขต  จังหวัดพิษณุโลก  และจังหวัดนครสวรรค์โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำปลายคลองธรรมชาติสายต่างๆ  ที่ไหลลงสู่แม่น้ำน่าน  ตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึง  พ.ศ. ๒๕๐๘  ได้ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในเขตจังหวัดพิจิตร  รวม  ๓  แห่ง  พื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ  ๔๕,๐๐๐  ไร่  ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมือง  อำเภอตะพานหิน  และอำเภอบางมูลนาก  เรียกชื่อโครงการว่า  โครงการเก็บกักลุ่มแม่น้ำน่าน  สังกัดกองชลประทานราษฎร

ต่อมาในปี  พ.ศ. ๒๕๐๘  ถึง พ.ศ. ๒๕๑๔  กรมชลประทานได้พิจารณาตามเรื่องร้องเรียน  จากจังหวัดให้ช่วยเหลือโดยการก่อสร้างอาคารชลประทานต่างๆ  ในคลองธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกจำนวน  ๑๒  แห่ง  ซึ่งอยู่ในเขต  อำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์  ๔  แห่ง  ในเขตอำเภอบางมูลนาก อำเภอตะพานหิน  จังหวัดพิจิตร๘  แห่ง  สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่พื้นที่เพาะปลูกประมาณ  ๑๑๕,๐๐๐ไร่ โดยเรียกชื่อโครงการว่า   ” โครงการช่วยเหลือการเพาะปลูกทุ่งพิจิตร  สังกัดกองชลประทานราษฎร  ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๗  ได้ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในคลองธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก ๓ แห่งและได้ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำเดิมขึ้นใหม่อีก ๑ แห่ง รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์  ๓๐,๐๐๐  ไร่  เรียกชื่อโครงการนี้ว่า โครงการช่วยเหลือการเพาะปลูกท้ายเขื่อนสิริกิติ์ 

                 ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘  ได้โอนโครงการก่อสร้างทั้ง  ๓ โครงการนี้ไปสังกัดกองจัดสรรน้ำและบำรุงรักษารวมเรียกชื่อโครงการว่าโครงการชลประทานพิจิตร  รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดประมาณ  ๑๙๐,๐๐๐  ไร่  ในปี      พ.ศ. ๒๕๒๐  ได้จัดพื้นที่โครงการฯ  ออกเป็น  ๒  ตอน  ตามลักษณะพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์  คือ  ตอนหัวงานและเมืองเก่า  ตอนที่ ๑  ( อำเภอเมือง )  ตอนที่ ๒  ( อำเภอบางมูลนาก  และอำเภอตะพานหิน )                

                   ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๖  ได้ปรับปรุงแก้ไขพื้นที่รับผิดชอบของโครงการฯ ใหม่โดยแบ่งพื้นที่โครงการออกเป็น ๓  ตอน  ตามลักษณะพื้นที่จังหวัดพิจิตร  ในขอบเขตอำเภอต่างๆ  ที่อยู่เฉพาะในเขตจังหวัดพิจิตร  ไม่รวมพื้นที่ในเขตอำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์  ตลอดจนไม่รวมพื้นที่ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี  และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว  จึงเหลือพื้นที่ชลประทานที่อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการฯ  จำนวน  ๑๒๓,๐๐๐  ไร่  อาคารชลประทานขนาดกลาง  ๑๒  แห่ง 

            ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗  ได้แก้ไข  ชื่อเป็น  โครงการชลประทานพิจิตร และแบ่งงานส่งน้ำและบำรุงรักษา  เป็น  ๒  งาน  คือ

    • ๑.      งานส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ ๑  รับผิดชอบในเขตพื้นที่  อำเภอเมือง , อำเภอวังทรายพูน , อำเภอสามง่าม , อำเภอโพธิ์ประทับช้าง และอำเภอทับคล้อ  มีอาคารชลประทานขนาดกลาง  จำนวน  ๓  แห่ง  พื้นที่ชลประทาน  ๔๓,๕๐๐๐  ไร่
    • ๒.      งานส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ ๒  รับผิดชอบในเขตพื้นที่  อำเภอตะพานหิน , อำเภอบางมูลนากและอำเภอโพทะเล  มีอาคารชลประทานขนาดกลาง จำนวน ๙ แห่ง พื้นที่ชลประทาน๗๙,๕๐๐  ไร่

 

ประวัติโครงการชลประทานนครสวรรค์

 

วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์   สนับสนุนการผลิต   เสริมสร้างคุณภาพชีวิต   เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

789  ถ.สวรรค์วิถี  อำเภอเมือง  จังหวัดนครสวรรค์   60000

โทร : 0-5633-1403   Fax : 0-5623-3419  E-mail : nakornsw@mail.rid.go.th

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด   20  ไร่  -   งาน   -  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  604,378  ไร่

 
ความเป็นมาของโครงการ

แต่เดิมโครงการฯ เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือการเพาะปลูกทุ่งกำแพงเพชร-นครสวรรค์ ต่อมาในปี 2521 กรมฯ ได้แบ่งส่วนราชการใหม่ โดยจัดตั้งโครงการชลประทานนครสวรรค์แยกจากโครงการช่วยเหลือการเพาะปลูกทุ่งกำแพงเพชร-นครสวรรค์ ให้มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะในเขตนครสวรรค์ โดยเช่าบ้านเป็นที่ทำการชั่วคราว ต่อมาในปี 2553 โครงการฯ ได้รับงบประมาณก่อสร้างที่ทำการถาวร ที่บริเวณหมู่ที่ 10 ต.วัดไทรย์   อ.เมือง จ.นครสวรรค์ บนเนื้อที่ 24 ไร่ อยู่ห่างจากตัว จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 5 กิโลเมตร แต่เนื่องจากในตัว จังหวัดนครสวรรค์ ยังมีหน่วยงานของชลประทาน อีกหน่วยงานหนึ่ง คือ โครงการแปรสภาพลำน้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาในปี 2529 ได้ยุบลงเนื่องจากเป็นงานที่ซ้ำซ้อนกับงานของ กรมเจ้าท่า โครงการชลประทานนครสวรรค์ เห็นว่าที่ตั้งงานโครงการแปรสภาพฯ มีความเหมาะสมกว่า เพราะอยู่ในตัวเมือง และยังมีเนื้อที่ถึง 20 ไร่ โครงการฯ จึงเสนอกรม ขอย้ายจากที่ตั้งเดิมที่ หมู่ที่ 10 ต.วัดไทรย์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มาอยู่ที่หน่วยงานนี้จนถึงปัจจุบัน

          ที่ตั้งถาวร ของโครงการชลประทานนครสวรรค์ เลขที่ 789 หมู่ที่ 9 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000 โทร (056)222209 อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ไปทางทิศใต้ เรียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 1 กิโลเมตร       มีพื้นที่ หัวงาน 20 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร นครสวรรค์ สังกัดสำนักชลประทานที่ 3 จังหวัดพิษณุโลกจังหวัดนครสวรรค์ มีพื้นที่รวมทั้งจังหวัดทั้งสิ้น 9,597.677 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,998,541 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 4,446,007 ไร่ เป็นที่ลุ่มคลองหนองบึง 318,042 ไร่ (รวมแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คือ บึงบอระเพ็ด มีเนื้อที่ 132,737 ไร่) ป่าไม้ 648,125 ไร่ อื่นๆ 453,630 ไร่ แบ่งเป็น 13 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอลาดยาว อำเภอบรรพตพิสัย อำเภอเก้าเลี้ยว อำเภอโกรกพระ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอท่าตะโก อำเภอหนองบัว อำเภอไพศาลี อำเภอตาคลี อำเภอตากฟ้า อำเภอชุมแสง อำเภอแม่วงก์ กิ่ง อำเภอแม่เปิน และกิ่ง อำเภอชุมตาบง

          ลักษณะสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบหรือค่อนข้างราบเรียบบริเวณที่ทางตอนกลางของจังหวัด บริเวณสองฝั่งของแม่น้ำปิง, แม่น้ำน่านและแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมือง, อำเภอชุมแสง, อำเภอบรรพตพิสัย, อำเภอเก้าเลี้ยว, อำเภอโกรกพระ และอำเภอพยุหะคีรี เหมาะแก่การเกษตร ทางทิศตะวันตกและตะวันออกมีภูเขาสลับซับซ้อนและป่าไม้เบญจพรรณ และมีบึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญของจังหวัด มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยในการเกษตรและอุปโภค-บริโภคของประชากร คือ แม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำน่าน แม่น้ำปิง แม่น้ำยม และบึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งประมงน้ำจืด     ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

          ทิศเหนือ          ติดต่อกับจังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดพิจิตร

ทิศใต้             ติดต่อกับจังหวัดอุทัยธานี, จังหวัดชัยนาท, จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดลพบุรี

ทิศตะวันออก     ติดต่อกับจังหวัดเพชรบูรณ์

ทิศตะวันตก      ติดต่อกับจังหวัดตาก

อยู่ระหว่างเส้น รุ้ง 15 ํ 41่-13" เส้นแวงที่ 100 ํ-07 -02" ตะวันออก

 

 

 

ประวัติโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร
 

 

วิสัยทัศน
น้ำสมบูรณ์  สนับสนุนการผลิต  เสริมสร้างคุณภาพชีวิต  เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล             

บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน            
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ

ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

57  หมู่ 7   ตำบลพรหมพิราม  อำเภอพรหมพิราม  จังหวัดพิษณุโลก   65000

โทร : 0-5536-9040   Fax : 0-5536-9041  E-mail : -ns_dam@hotmail.com

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด  868   ไร่ 3   งาน   95  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  91,000   ไร่

 
ความเป็นมาของโครงการ

  หลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยปรับปรุงพื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่แล้วให้ใช้ประโยชน์เต็มที่ ทำให้พื้นที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ จนถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลของอ่าวไทย กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศและเพื่อให้โครงการเจ้าพระยาใหญ่มี ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้ว กรมชลประทาน  จึงได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 4 แหล่งคือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ในส่วนการพัฒนาแหล่งน้ำของ แม่น้ำน่านได้มีการจัดทำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่านขึ้นโดยได้วางแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

 

                    ระยะที่ 1 โครงการเขื่อนสิริกิติ์ กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่กั้น แม่น้ำน่านที่ ตำบลผาซ่อม อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่มีขนาดสูงที่สุดของประเทศ โดยมีความสูงจากท้องน้ำประมาณ 113.6 เมตร ขนาดสันเขื่อนกว้าง 12.00 เมตร ยาว 800 เมตรเขื่อนสิริกิติ์ก่อสร้าง แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2514 โดยอ่างเก็บน้ำมีความจุ 9,150 ล้านลูกบาศก์เมตร และพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 257 ตารางกิโลเมตร ที่ระดับเก็บกักปกติ+162 เมตร รทก.     ให้ประโยชน์เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าและเพื่อการชลประทานในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดพิจิตร เป็นต้น

 

                     ระยะที่ 2 โครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก เริ่มดำเนินการโดยการก่อสร้างเขื่อนนเรศวรซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำกั้นลำน้ำน่านที่บริเวณบ้านหาดใหญ่ ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลกซึ่งเขื่อนทดน้ำแห่งนี้อยู่ด้านท้ายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ เป็นระยะทางตามลำน้ำประมาณ 176 กิโลเมตร พร้อมทั้งก่อสร้างระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ-บรรเทาอุทกภัย และระบบชลประทานในแปลงนา พร้อมทั้งก่อสร้างอาคารประกอบต่างๆ เพื่อจัดสรรน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูกทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำน่าน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1,454,700 ไร่ ในบริเวณพื้นที่ในเขตจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ อำเภอพรหมพิราม อำเภอเมือง อำเภอบางระกำ และอำเภอบางกระทุ่ม และจังหวัดพิจิตร ได้แก่ อำเภอสามง่าม อำเภอตะพานหิน อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล และอำเภอบางมูลนาค ตลอดจนพื้นที่ตอนบนของจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่ อำเภอชุมแสง

                   ระยะที่ 3 โครงการอุตรดิตถ์ จะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำน่านที่บ้านผาจุด ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนนเรศวรขึ้นไปประมาณ 128 กิโลเมตร พร้อมทั้งก่อสร้างระบบส่งน้ำและระบายน้ำ-บรรเทาอุทกภัย เพื่อสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกของพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำน่านคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 873,000 ไร่ ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้แก่อำเภอเมือง อำเภอตรอน อำเภอพิชัย และพื้นที่บางส่วนของจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ อำเภอพรหมพิราม อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอเมือง และอำเภอวังทอง ซึ่งจะได้พิจารณาจัดแผนงานโครงการเพื่อดำเนินการต่อไป

                โครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก ได้แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ

                 ระยะที่ 1 กรมชลเป็นการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำนเรศวร ระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำและพัฒนาไร่นาบนพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำน่าน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 606,250 ไร่ และพื้นที่ฝั่งซ้ายตอนบนคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 94,700 ไร่ ได้เริ่มงานก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516  และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2528

 

         

ระยะที่ 2 เป็นการก่อสร้างระบบส่งน้ำบนพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำน่าน ในเนื้อที่ประมาณ 338,750 ไร่ คิดเป็นค่าลงทุน ประมาณ 8,000 ล้านบาท   โครงการพัฒนาเกษตรกรชลประทานพิษณุโลก ตามขั้นตอนดำเนินงานระยะที่ 1 เมื่อได้ดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จประกอบด้วย โครงการส่งน้ำบำรุงรักษา 4  แห่ง  คือ

               1. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร (โครงการทุ่งสาน)

               2. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล

               3. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี

               4. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว

 

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร เป็นโครงการหนึ่งของโครงการพัฒนาการเกษตรชลประทานพิษณุโลก โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนสิริกิติ์ โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนสิริกิติ์ มีหัวงานเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ สามารถระบายน้ำผ่านเขื่อนได้สูงสุด 1,550 ลบ.ม./วินาที เริ่มก่อสร้างตัวเขื่อน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2520 แล้วเสร็จเมื่อ กรกฎาคม 2523 และเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรมชลประทานจึงได้ขอพระราชทานนามเขื่อนทดน้ำตามพระบรมนาภิไธยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ขนานนามเขื่อนแห่งนี้ว่า "เขื่อนนเรศวร" เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 ซึ่งกรมชลประทานได้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2525

 
 
ประวัติโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล
 
วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์ สนับสนุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล           

บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำในทุกระดับอย่างบูรณาการ        

ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

204  หมู่ 8  ตำบลท่าทอง  อำเภอเมือง  จังหวัดพิษณุโลก  65000

โทร :  0-5522-6462-6   Fax : 0-5533-3023, 0-5522-6462-3  E-mail : chumpol@mail.rid.go.th

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการอยู่ในบริเวณพื้นที่เดียวกับสำนักชลประทานที่ 3

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  211,476   ไร่       

 
ความเป็นมาของโครงการ

1.  ที่ตั้ง ที่ทำการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล    ตั้งอยู่เลขที่ 204 ในเขตบ้านจูงนาง หมู่ที่ 8 ตำบลท่าทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก หรือพิกัด 47 QPU 288557 แผนที่ระวาง 5042-IV อยู่ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกไปทางใต้ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 (พิษณุโลก-นครสวรรค์) เป็นระยะทางประมาณ 8.000 กม. (อยู่ภายในบริเวณเขตรั้วเดียวกันกับสำนักชลประทานที่ 3 ซึ่งมีพื้นที่รวมกันทั้งสิ้น 342-1-30 ไร่    สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2516  สังกัดสำนักชลประทานที่ ๓พื้นที่โครงการ 273,000 ไร่  พื้นที่ชลประทาน  211,476 ไร่   ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของอำเภอพรหมพิราม,อำเภอเมือง,อำเภอบางระกำ,อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก และบางส่วนของอำเภอเมือง,อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร                

2. ลักษณะทั่วไปของโครงการ

โดยที่ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม กรมชลประทานจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลเร่งปรับปรุงการชลประทาน โดยพัฒนาลุ่มน้ำสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกเป็นลำดับไป

ลำดับแรก   ได้แก่ทุ่งราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ กรมชลประทานได้พัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตามโครงการเจ้าพระยาใหญ่ด้วยการสร้างเขื่อนเจ้าพระยาพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อทดและส่งน้ำให้กับที่ราบลุ่มน้ำนี้ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ ลงมาจนจรดชายทะเล เพื่อให้สามารถทำการเกษตรกรรมได้ตลอดปี และได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

เพื่อให้โครงการเจ้าพระยาใหญ่ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น กรมชลประทานจึงดำเนินการพัฒนาแควต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 4 สาย เป็นลำดับต่อไป เริ่มจาก

การสร้างเขื่อนภูมิพลเพื่อเก็บกักน้ำจากแม่น้ำปิงซึ่งเป็นแควสายสำคัญที่สุดณอำเภอสามเงาจังหวัดตาก

การสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำกิ่วลม ที่อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เพื่อเก็บกักน้ำในแม่น้ำวัง

การสร้างฝายแม่ยม กั้นแม่น้ำยม ที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่

สำหรับแม่น้ำน่าน กรมชลประทานได้วางแผนที่จะพัฒนาการชลประทานทั้งลุ่มน้ำเพื่อให้การเกษตรกรรมได้ผลโดยสมบูรณ์ เนื่องจากแม่น้ำน่านซึ่งมีต้นน้ำกำเนิดมาจากดอยภูแว ในทิวเขาหลวงพระบาง เป็นเขตพรมแดนไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในท้องที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ยาวประมาณ 650 กิโลเมตร ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปิงที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ  33,130 ตารางกิโลเมตร  ทุ่งราบสองฝั่งแม่น้ำน่าน มีความยาวตามลำน้ำประมาณ 270 กิโลเมตร กว้างประมาณ 20-30 กิโลเมตร มีพื้นที่มากกว่า 3 ล้านไร่ นับเป็นทุ่งราบผืนใหญ่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำน่านขึ้น             

การพัฒนาลุ่มน้ำน่าน  ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1  โครงการเขื่อนสิริกิติ์ กรมชลประทานได้ก่อสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำน่านที่ตำบลผาซ่อม อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ นับเป็นเขื่อนดินที่สูงที่สุดของประเทศสูงจากท้องน้ำ 113.6 เมตร สันเขื่อนกว้าง 12 เมตร ยาว 800 เมตร เริ่มก่อสร้างเมือ พ.ศ.2511 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2515 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 1,488 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานได้โอนเขื่อนนี้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รับไปดำเนินการด้านบำรุงรักษาและติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ประโยชน์สำคัญของเขื่อนสิริกิติ์ นอกจากจะผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้ประมาณ 1,000 ล้านยูนิตต่อปีแล้ว ยังสามารถระบายน้ำลงมาเพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้งในเขตพื้นที่โครงการเจ้าพระยาทำให้ได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2,500,000 ไร่ และสามารถขยายพื้นที่ชลประทานในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ขึ้นใหม่อีกประมาณ 2,327,700 ไร่

ระยะที่ 2  โครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก โดยการสร้างเขื่อนนเรศวร ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำกั้นน้ำ แม่น้ำน่านที่บ้านหาดใหญ่ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เขื่อนทดน้ำแห่งนี้อยู่ใต้เขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 176 กิโลเมตร พร้อมทั้งสร้างระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ และบรรเทาอุทกภัย ระบบชลประทานในแปลงนา พร้อมอาคารประกอบต่าง ๆ เพื่อนำน้ำไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูก 2 ฝั่ง แม่น้ำน่าน จำนวน 1,454,700 ไร่ ในบริเวณพื้นที่ในเขตจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์ตอนบน ในเขตจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ อำเภอพรหมพิราม อำเภอเมือง อำเภอวังทอง อำเภอบางระกำ และ อำเภอบางกระทุ่ม ในเขตจังหวัดพิจิตร ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอสามง่าม อำเภอตะพานหิน อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล และอำเภอบางมูลนาก ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่ อำเภอชุมแสง

ระยะที่ 3  โครงการอุตรดิตถ์ จะก่อสร้างเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำน่านที่บ้านผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เหนือเขื่อนนเรศวรขึ้นไปประมาณ 128 กิโลเมตร พร้อมทั้งสร้างระบบส่งน้ำระบบระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย เพื่อนำน้ำไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกบน 2 ฝั่ง ของแม่น้ำน่าน ประมาณ 873,000 ไร่ ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอตรอน อำเภอพิชัย และบางส่วนของจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ อำเภอพรหมพิราม อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอเมือง และอำเภอวังทอง ซึ่งกรมชลประทานจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไปภายหน้า   

โครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก แบ่งการดำเนินการงานก่อสร้างออกเป็น  2 ขั้นตอน

ขั้นแรก ได้แก่ ก่อสร้างเขื่อนทดน้ำนเรศวร ระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ และพัฒนาแปลงไร่นา บนพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำน่าน จำนวนทั้งสิ้น 606,250 ไร่ และพื้นที่ฝั่งซ้ายตอนบนหรือที่เรียกว่าบริเวณทุ่งสานอีก 94,700 ไร่ ได้เริ่มงานก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 และกำหนดเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2528

ขั้นที่สอง ดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำบนพื้นที่ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำน่าน ในเนื้อที่ ประมาณ 338,750 ไร่ และพื้นที่ฝั่งซ้ายตอนล่างอีกประมาณ 415,000 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด จำนวน 758,750 ไร่

โครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก ตามขั้นตอนการก่อสร้างขั้นแรก (พื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำน่าน) เมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเรียบร้อย ได้แบ่งเป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา จำนวน 4 โครงการ คือ

1. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร

2. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล

3. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี

4. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว

การบริหารจัดการน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล แบ่งพื้นที่การบริหารจัดการน้ำออกเป็น 3 ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 211,476 ไร่ ได้แก่

ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1  ตั้งอยู่ หมู่ที่ 7 บ้านหนองแขม ตำบลหนองแขม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก รับผิดชอบพื้นที่ชลประทาน 78,600 ไร่ ในพื้นที่ตำบลหนองแขม ท่าช้าง มะตูม พรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม และตำบลไผ่ขอดอน (บางส่วน) อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2  ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 บ้านจอมทอง ตำบลจอมทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก รับผิดชอบพื้นที่ชลประทาน 70,776 ไร่ ในพื้นที่ตำบลไผ่ขอดอน (บางส่วน) จอมทอง บ้านกร่าง พลายชุมพล บ้านคลอง วัดจันทร์ ท่าทอง ท่าโพธิ์ วัดพริก อำเภอเมือง และตำบลท่านางงาม บางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3  ตั้งอยู่ หมู่ที่ 8 บ้านหาดตะกู ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก รับผิดชอบพื้นที่ชลประทาน 62,100 ไร่ ในพื้นที่ตำบลงิ้วงาม อำเภอเมือง ตำบลวังอิทก อำเภอบางระกำ

ตำบลบ้านไร่ โคกสลุด สนามคลี อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก และตำบลกำแพงดิน รังนก สามง่าม อำเภอสามง่าม ตำบลย่านยาว อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร

 
 

 

ประวัติโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี


วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์ สนับสนุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล   
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน       
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ   

ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

หมู่ 10  ตำบลคลองคะเชนทร์  อำเภอเมือง  จังหวัดพิจิตร  66000

โทร : 0-5699-0780 , Fax : 0-5699-0781, E-mail : dongst@mail.rid.go.th

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด  156  ไร่  1  งาน  0   ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  186,000     ไร่  

 
ความเป็นมาของโครงการ

          เมื่อการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน ระยะที่ 1 โครงการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เสร็จสมบูรณ์ โครงการระยะ 2 คือ โครงการพัฒนาการเกษตรชลประทานพิษณุโลก จึงได้ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.. 2519 ซึ่งประกอบด้วยเขื่อนทดน้ำ ระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ ระบบป้องกันอุทกภัย และระบบพัฒนาในแปลงนา โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ให้แก่พื้นที่เพาะปลูกด้านฝั่งขวาและซ้ายของแม่น้ำน่าน จำนวน 1,443,000 ไร่ ในท้องที่บางส่วนของจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ เมื่อการก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่ฝั่งขวาและฝั่งซ้ายตอนบนของแม่น้ำน่าน แล้วเสร็จในปี พ.. 2527 ได้แบ่งพื้นที่การบริหารการส่งน้ำ เป็น 4 โครงการคือ

Ø  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร จ. พิษณุโลก

Ø  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล จ. พิษณุโลก

Ø  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี จ. พิจิตร

Ø  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว จ. พิจิตร

 

ที่ตั้งและพื้นที่รับผิดชอบ

                    ที่ทำการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี จังหวัดพิจิตร ตั้งอยู่เลขที่ 8 หมู่ที่ 10 ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่โครงการทั้งหมด 240,000 ไร่ รับผิดชอบการส่งน้ำในคลองส่งน้ำสายใหญ่ ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 80+000 ถึง กิโลเมตรที่ 96+000 โดยการจัดสรรน้ำสู่ระบบคลองซอยและแยกซอยในช่วงความยาวคลองดังกล่าว ให้แก่พื้นที่เพาะปลูกในบางส่วนของ อำเภอเมือง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง อำเภอโพทะเล อำเภอตะพานหิน และ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร (รวม 30 ตำบล) เป็นจำนวนพื้นที่ชลประทานทั้งหมด 186,000 ไร่

ขอบเขตพื้นที่โครงการ

                    ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านขนาบทั้งสองข้าง คือด้านตะวันออกจดฝั่งขวาของแม่น้ำน่านตั้งแต่อำเภอเมืองพิจิตร จนถึงอำเภอบางมูลนาก ด้านตะวันตกจดฝั่งซ้ายของแม่น้ำยม  ตั้งแต่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จนถึงอำเภอโพทะเล ส่วนบนด้านทิศเหนือจดเขตพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล ในเขตอำเภอเมือง และอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ส่วนล่างล้อมรอบพื้นที่ส่วนบนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว โดยมีแม่น้ำพิจิตรและคลองดงป่าคำ ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำแบ่งพื้นที่ของสองโครงการ

ลักษณะโครงการ

                   เป็นโครงการที่ส่งน้ำแบบไหลตามธรรมชาติ ประกอบด้วยระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ ระบบบรรเทาอุทกภัย และระบบพัฒนาในแปลงนา

                   1. ระบบส่งน้ำ มีคลองส่งน้ำสายใหญ่ 1 สาย เริ่มที่กิโลเมตร 80+000 ถึง 96+000 ความยาว 16 กิโลเมตร รับน้ำต่อจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล โดยมีเขื่อนนเรศวร ทำหน้าที่ทดน้ำในแม่น้ำน่านเข้าสู่คลองส่งน้ำสายใหญ่และส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก โดยคลองซอยและแยกซอย จำนวน 36 สาย รวมความยาว 314,962 กิโลเมตร

 

        2. ระบบระบายน้ำ มีคลองระบายน้ำ จำนวน 39 สาย รวมความยาว 166.857 กิโลเมตร เพื่อระบายน้ำส่วนที่เหลือใช้และจะทำความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูก ลงสู่แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม และแม่น้ำพิจิตร

       3. ระบบบรรเทาอุทกภัย มีคันกั้นน้ำยม (DK.2) 1 สาย ต่อเนื่องจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล ที่กิโลเมตร 59+207 ถึง กิโลเมตร 116+982 ความยาวประมาณ 57.775 กิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำยมไม่ให้ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เพาะปลูก

        4. ระบบพัฒนาในแปลงนา มีพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจัดรูปที่ดินแล้ว จำนวน 146,394.480 ไร่                  แบ่งเป็น  3   ประเภท

                    ประเภท ก       จำนวน  1,356.320     ไร่

                   ประเภท ข        จำนวน  105,721.790  ไร่

                   ประเภท ค       จำนวน  39,316.370    ไร่

 

การบริหารงานด้านส่งน้ำและบำรุงรักษา

               เพื่อให้การควบคุมปริมาณน้ำผ่านระบบส่งน้ำต่างๆ และกระจายสู่แปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการระบายน้ำที่เหมาะสม จึงแบ่งการบริหารงานด้านส่งน้ำและบำรุงรักษาออกเป็น   3 ฝ่าย คือ

                   1. ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 (ดงเศรษฐี) ที่ทำการตั้งอยู่ในบริเวณที่ทำการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี หมู่ที่ 10 ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่รับผิดชอบ 64,000 ไร่ ในพื้นที่บางส่วนของอำเภอเมือง และอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

                   2. ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 (พนมยอ) ที่ทำการตั้งอยู่ หมู่ที่ 6 ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่รับผิดชอบ 71,000 ไร่ ในเขตพื้นที่บางส่วนของ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง อำเภอตะพานหิน และอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

                   3. ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 (ดงป่าคำ) ที่ทำการตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่รับผิดชอบ 51,000 ไร่ ในเขตพื้นที่บางส่วนของ อำเภอเมือง อำเภอตะพานหิน และอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร

 
 

 

 

 

ประวัติโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว
.

 

วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์ สนับสนุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล   
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน       
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ   

ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

หมู่ที่ 1  ตำบลบ้านน้อย  อำเภอโพทะเล  จังหวัดพิจิตร  66130

โทร : 0-5666-9029, fax : 0-5666-9029 E-mail :

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด  200   ไร่  0   งาน   0  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  668,040   ไร่       

 
ความเป็นมาของโครงการ

 

 

1. ที่ตั้งที่ทำการ

                  ที่ทำการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว  ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1  ตำบลบ้านน้อย  อำเภอโพทะเลจังหวัดพิจิตร  พิกัด  0638045 E   1773702 N

2. ขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบ

          โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว  เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเกษตรชลประทานพิษณุโลก ที่ประกอบด้วยโครงการฯเขื่อนนเรศวร  พลายชุมพล  ดงเศรษฐี และท่าบัว  โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนสิริกิติ์  จังหวัดอุตรดิตถ์ และทดน้ำเข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่ด้วยเขื่อนนเรศวร อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก  ซึ่งมีพื้นที่ชลประทานรวมทั้งหมด  668,040  ไร่  ดังนี้

          2.1  พื้นที่ชลประทานฝั่งซ้ายแม่น้ำน่าน   จำนวน  94,700  ไร่   รับน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย  รับผิดชอบโดย

                   - โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร  จำนวน  94,700  ไร่

          2.2  พื้นที่ชลประทานฝั่งขวาแม่น้ำน่าน  จำนวน  563,340  ไร่  รับน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา  รับผิดชอบโดย

                   - โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล  จำนวน  218,800  ไร่

                   - โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี      จำนวน  186,000  ไร่

                   - โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว          จำนวน  168,540  ไร่

          พื้นที่รับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว  อยู่ระหว่างแม่น้ำน่านกับแม่น้ำพิจิตรเก่า  ตั้งแต่ตำบลเมืองเก่า  อำเภอเมือง  จังหวัดพิจิตร  จนถึง ตำบลเกยไชย  อำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์  มีพื้นที่โครงการ จำนวน  219,000  ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน จำนวน  168,540  ไร่  อยู่ในเขตท้องที่บางส่วนของอำเภอเมือง  อำเภอโพธิ์ประทับช้าง  อำเภอตะพานหิน  อำเภอบางมูลนาก  อำเภอโพทะเล  จังหวัดพิจิตร และ อำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์

3. ระบบชลประทาน

          3.1 ระบบส่งน้ำ

               โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว มีอาคารชลประทานในคลองส่งน้ำที่เป็นอาคารหลักในการรับน้ำเข้าโครงการ จำนวน  2  แห่ง  รวมรับน้ำได้สูงสุด  32.287  ลบ.ม. ดังนี้

  • -          อาคารอัดน้ำกลางคลองส่งน้ำสายใหญ่ PR (C.1) กม.96+900  รับน้ำสูงสุดจำนวน  22.300  ลบ.ม.
  • -          ทรบ.ปากคลองส่งน้ำสายซอย PR.-96.7L (C.76) กม.0+000  รับน้ำสูงสุด  จำนวน  10.014  ลบ.ม.

ระบบส่งน้ำ มีคลองส่งน้ำ จำนวน 34 สาย  รวมยาวทั้งสิ้น  280.432  กม. แยกเป็น

                  - คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา PR (C.1)  ตั้งแต่  กม.96+000   ถึง  

                      กม.  175+939 รวมยาว  79.939  กม.

                   - คลองส่งน้ำสายซอยและสายแยกซอย จำนวน 33 สาย  รวมยาว  200.493  กม.

                  - อาคารชลประทานในคลองส่งน้ำ จำนวน  882  แห่ง

 

 

    • 3.2  ระบบระบายน้ำ

 

     โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัวระบายน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่ชลประทานลง

สู่แม่น้ำน่านทั้งหมดระบบระบายน้ำ มีคลองระบายน้ำจำนวน 27 สายรวมยาวทั้งสิ้น 171.319 กม. ดังนี้

  • -          คลองระบายน้ำสายใหญ่ จำนวน  5  สาย  รวมยาว  73.104  กม.
  • -          คลองระบายน้ำสายซอย  จำนวน  22  สาย  รวมยาว  98.215  กม.
  • -          อาคารชลประทานในคลองระบายน้ำ จำนวน  90  แห่ง

 

    • 3.3  ระบบชลประทานในระดับแปลงนา

 

               การแพร่กระจายน้ำในระดับแปลงนาของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว  เป็นงานจัดรูปที่ดิน  ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

               3.3.1 พื้นที่จัดรูปที่ดิน จำนวน  168,053  ไร่  แยกเป็น

                   -    ประเภท ข.  จำนวน  116,068  ไร่

                   -    ประเภท ค.  จำนวน    51,985  ไร่

               3.3.2 ระบบชลประทานในระดับแปลงนา ดังนี้

                   -    คูส่งน้ำ จำนวน  1,780  สาย  รวมยาว  1,531.40  กม.

                   -    คูระบายน้ำ จำนวน  1,793  สาย  รวมยาว  925.76  กม.

                   -    ถนนในแปลงนา จำนวน  1,596  สาย  รวมยาว  1,006.09  กม.

                   -    อาคารในคูส่งน้ำและคูระบายน้ำ จำนวน  13,567  แห่ง

 

4. หน้าที่ความรับผิดชอบหรือพันธกิจ

 

          โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว  มีหน้าที่ความรับผิดชอบหรือพันธกิจ  ดังนี้

          4.1 บริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน168,540 ไร่ ให้ทั่วถึง เป็นธรรม 

               และยั่งยืน

          4.2 เสริมสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ

          4.3 ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 

 

ประวัติโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน


 

วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์ สนับสนุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล   
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน       
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ   

ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

211  หมู่ 1  ตำบลคันโช้ง  อำเภอวัดโบสถ์  จังหวัดพิษณุโลก  65160

โทร : 0-5531-6542   Fax : 0-5531-6542, E-mail : khwaenoi@.rid.go.th

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด  2,550   ไร่  0   งาน   0  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน จำนวน  155,166  ไร่    

 
ความเป็นมาของโครงการ

25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2522

                 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรและประกอบพิธีเปิดเขื่อนนเรศวร ณ บ.หาดใหญ่     ต.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ได้พระราชทานพระราชดำริงานชลประทาน ความตอนหนึ่งว่า ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแควน้อย ในเขตอำเภอ วัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยเร่งด่วน เขื่อนเก็บกักน้ำแควน้อยนี้ควรพิจารณาวางโครงการให้เก็บกักน้ำไว้อย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำแควน้อยตอนล่าง และจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก หรือโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ ให้เกิดผลสมบูรณ์ต่อไป

16 พฤศจิกายน พ.ศ.2545

               พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายโครงการปลูกป่าถาวร จำนวน 1 ล้านไร่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50 ณ พื้นที่ป่าชายเลนแปลงปลูกป่า FPT 29 และ 29/3 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้พระราชทานพระราชดำริให้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาความเหมาะสมในการดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนแควน้อย อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก 21 มกราคม 2546 คณะรัฐมนตรี สนองพระราชดำริอนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแควน้อยฯ

26 พฤศจิกายน พ.ศ.2551

                   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเริ่มเก็บกักน้ำเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน

                   โครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เป็นการดำเนินการก่อสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อย ประกอบด้วย เขื่อนและอ่างเก็บน้ำกั้นลำน้ำแควน้อย ในช่วงพื้นที่หุบเขาเขต อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนตลอดจนเก็บกักน้ำในช่วงที่มีปริมาณมากเกินความจำเป็น และจากนั้นจึงระบายน้ำลงลำน้ำเดิมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับโครงการชลประทานของเขื่อนแควน้อยฯ เอง และโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างบริเวณที่ราบระหว่างแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำวังทอง รวมทั้งเป็นเขื่อนที่มีศักยภาพในการติดตั้งเครื่องกังหันน้ำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งประโยชน์จากการดำเนินการโครงการเมื่อแล้วเสร็จจะยังสามารถบริหารจัดการน้ำร่วมกับลุ่มน้ำอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

ลักษณะโครงการเขื่อนเก็บน้ำบริเวณหัวงานโครงการ

ประเภท

เขื่อนแควน้อย

เขื่อนสันตะเคียน

เขื่อนปิดช่องเขาต่ำ

ชนิดเขื่อน

หินถมดาดหน้าด้วยคอนกรีต

Concrete Faced Rock fill Dam

หินถมแกนดินเหนียวตรงกลาง

Rock fill Dam With Clay Core

ดินถมแบบแบ่งส่วน

Zoned Earth fill Dam

ระดับสันเขื่อน

+ 133.50 ม.รทก.

(Wave wall +135.00 )

+ 135.00 ม.รทก.

+ 135.00 ม.รทก.

ระดับท้องน้ำ

+58.50 ม. รทก.

+60.00 ม.รทก.

+112.00 ม.รทก.

สันเขื่อนกว้าง

9.00 ม.

9.00 ม.

9.00 ม.

สันเขื่อนยาว

570 ม.

1,270 ม.

667 ม.

สันเขื่อนสูง

75 ม.

80 ม.

16 ม.

 

 

 

 

พื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำแควน้อย                             5,572            ตร.กม.

พื้นที่รับน้ำเหนือที่ตั้งเขื่อน                             4,254            ตร.กม.

ระดับน้ำนองสูงสุด                                     + 132.50          ม. รทก.

ระดับเก็บกัก                                           + 130.00       ม. รทก.

ระดับน้ำต่ำสุด                                         +   90.00       ม. รทก.

ปริมาตรที่ระดับน้ำนองสูงสุด                          1,077           ล้าน ลบ.ม.

ปริมาณน้ำนองสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้          8,252           ลบ.ม./วินาที

ปริมาณน้ำสูงสุดที่คาบเกิดซ้ำ 1,000 ปี               6,733           ลบ.ม./วินาที

ปริมาณตะกอนสะสม (500 ปี)                        154              ล้าน ลบ.ม.

ปริมาตรที่ระดับเก็บกักปกติ                            939              ล้าน ลบ.ม.

ปริมาตรที่ระดับน้ำต่ำสุด                                43              ล้าน ลบ.ม.

          พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำนองสูงสุด                        53.14           ตร.กม.

พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับเก็บกัก                               47.297                   ตร.กม.

พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำต่ำสุด                            4.826           ตร.กม.

อาคารระบายน้ำล้นประตูระบายเหล็กบานโค้งขนาด 13.50 ม. * 11.75 ม. จำนวน 6 บาน ระบายน้ำสูงสุด 7,046  ลบ.ม./วินาที                                   

อาคารระบายน้ำลงลำน้ำเดิม ควบคุมการไหลด้วย Regulating Gate ขนาด 2.40 ม. แบบ Fixed Cone   Valve  2 ชุด ระบายน้ำสูงสุด 108 ลบ.ม./วินาที

ระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่155,166ไร่ ในเขต 15 ตำบล 4 อำเภอ ของจังหวัดพิษณุโลกประกอบด้วย

          - เขื่อนทดน้ำพญาแมน ตั้งอยู่ท้ายเขื่อนแควน้อยฯตามลำน้ำแควน้อย 40.00 กม. เป็นอาคารคอนกรีต เสริมเหล็กมีบานระบายบานโค้ง 12.50 * 7.50 ม. จำนวน 5 ช่อง ระบายน้ำได้สูงสุด 1,718 ลบ.ม./วินาที     - คลองชลประทานพร้อมอาคารประกอบฝั่งซ้าย ความยาวรวม 412.8 กม.                            

           - คลองชลประทานพร้อมอาคารประกอบฝั่งขวา ความยาวรวม 88.6 กม. 

ผลประโยชน์จากการดำเนินการโครงการ
1. ด้านการเกษตร
               ผลผลิตการเกษตรที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการได้รับน้ำชลประทาน นอกจากพื้นที่ชลประทานโครงการฯ 151,166 ไร่ ยังสามารถส่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่ชลประทานโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจำนวน 24,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานเจ้าพระยา 250,000 ไร่ ในฤดูแล้งส่งผลให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของผลผลิตทางการเกษตร เท่ากับ 23 และ 159 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ
2. ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ
                โรงงานไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนฯ สามารถผลิตไฟฟ้า 30 เมกะวัตต์ หรือ144 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือ 108 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้โรงไฟฟ้าพลังน้ำยังประหยัดค่าบำรุงรักษา เมื่อเทียบกันโรงไฟฟ้าพลังงานชนิดอื่น คิดเป็นมูลค่าปีละ 5.65 ล้านบาท
3. ด้านการประมง
                 เป็นแหล่งน้ำเพาะพันธุ์น้ำจืดเป็นผลทำให้เกิดอาชีพการประมงน้ำจืด คิดเป็นมูลค่าทางไม่น้อยกว่า 12 ล้านบาท/ปี
4. ด้านการท่องเที่ยว
                  ส่งเสริมยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 135 ล้านบาทต่อปี
5. ด้านการป้องกันอุทกภัย
                 เขื่อนแควน้อยฯสามารถเก็บกักน้ำที่มีมากในฤดูฝน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ประมาณ 25.27 ล้านบาท/ปี
6. ด้านน้ำอุปโภคและบริโภค
                  เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ต่อราษฎรในเขตโครงการได้ปีละ 47.3 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็นมูลค่า 47.3 ล้านบาท/ปี

 

ประวัติโครงการก่อสร้าง 1/03



วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์ สนับสนุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล   
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน       
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ   

ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

204  หมู่ 8  ตำบลท่าทอง  อำเภอเมือง  จังหวัดพิษณุโลก  65000

โทร : 0-5522-6532-3  Fax : 0-5522-6532-3  E-mail : const13@mail.rid.go.th

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ อยู่ในบริเวณพื้นที่เดียวกับสำนักชลประทานที่ 3

พื้นที่ชลประทาน เป็นงานก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน

 
ความเป็นมาของโครงการ

ปี พ.ศ. 2509 กรมชลประทานราษฎร์ ได้จัดตั้งโครงการก่อสร้างชลประทาน ราษฎร์ส่วนพิษณุโลกขึ้นเป็นการภายใน เพื่อรับผิดชอบงานก่อสร้างโครงการ ชลประทานขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่จะได้รับการจัดสรร จากคณะกรรมการพัฒนาภาคเหนือ โดยมีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุม 6 จังหวัด คือ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร สุโขทัย และน่าน

            ในปี พ.ศ. 2515 กรมชลประทานพิจารณาการจัดแบ่งภาคของกรมฯ ที่จัดอยู่เดิม มิได้ขึ้นอยู่กับกรมฯโดยตรง ดังนั้นกรมฯ จึงได้มีคำสั่ง ที่ 10/2515 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2515 จัดแบ่งภาคและขอบเขตความรับผิดชอบของภาค เสียใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 8 ภาค กำหนดให้ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดคือ ตาก พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร สุโขทัย นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ต่อมากรมชลประทานเห็นว่า ภาคต่างๆ ตามที่แบ่งไว้ 8 ภาคนั้น    มีขอบเขตกว้างเกินไป ไม่สะดวกในการ บริหารควบคุมงาน จึงได้แบ่งซอยภาคต่างๆ ทั้ง 8 ภาค ออกเป็นเขตรวม 12 เขต   ส่วนภาคเหนือตอนล่างคือโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ 3 ในปัจจุบัน ไม่มีการแบ่งเขต

            ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมชลประทานขึ้นมาใหม่ โดยมีกองในส่วนกลาง 22 กอง และมีสำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค รวม 12 สำนักงานโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ 3 เป็น 1 ใน 12 สำนักงานชลประทานที่กล่าวมาแล้ว โดยมีขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 8 จังหวัดของภาคเหนือตอนล่างเช่นเดิม

            ในปี พ.ศ. 2527 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยมีกองส่วนกลาง รวม 25 กอง แต่ยังมีสำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค 12 สำนักงานเท่าเดิม

            ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรม ชลประทานอีกครั้ง โดยแบ่งเป็น 5 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการชลประทาน ขนาดเล็กที่ 3 ได้ยกฐานะเป็น "โครงการก่อสร้าง 6" มีพื้นที่รับผิดชอบ ครอบคลุม 8 จังหวัด ของภาคเหนือตอนล่างเช่นเดิม โดยอยู่ในความดูแลของ "สำนักพัฒนาแหล่งน้ำ 1 กรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์"

     ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำ 1 กรมชลประทาน ได้กำหนดเป็นการภายใน ให้โครงการก่อสร้าง 6  มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 3 จังหวัด คือ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และสุโขทัย ของภาคเหนือตอนล่างเท่านั้น

        ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้มีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจ หน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไป

ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2545 กรมชลประทานได้แบ่งออกเป็น 16 สำนักชลประทาน โครงการก่อสร้าง 6 เปลี่ยนฐานะเป็นโครงการก่อสร้าง 1 มีพื้นที่รับผิดชอบ 2 จังหวัด (อุตรดิตถ์และพิษณุโลก) ของภาคเหนือตอนล่าง เท่านั้น โดยอยู่ในความดูแลของสำนักชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการก่อสร้าง 1 ซึ่งอยู่ในเขต สำนักชลประทานที่ 3 ตั้งอยู่เลขที่ 204 หมู่ 8 ตำบลท่าทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000 อยู่ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกไปทางทิศใต้ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 (พิษณุโลก - นครสวรรค์) เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 342 - 1 - 30 ไร่ (342 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา)

จังหวัดพิษณุโลก  ตั้งอยู่ในเขตภาค เหนือตอนล่างอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครระยะทาง  377  กิโลเมตรเป็นหนึ่งใน  กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างซึ่งประกอบด้วย  จังหวัดอุตรดิตถ์  จังหวัดตาก  จังหวัดสุโขทัย  และจังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบด้วย  9  อำเภอ  ได้แก่  อ.เมือง อ.วังทอง  อ.บางระกำ  อ.บางกระทุ่ม  อ.นครไทย  อ.วัดโบสถ์   อ.พรหมพิราม   อ.ชาติตระการ  อ.เนินมะปราง

จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครระยะทาง 487 กิโลเมตร เป็นกลุ่มในจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งประกอบด้วย  จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ลับแล อ.ตรอน อ.พิชัย อ.ท่าปลา อ.น้ำปาด อ.ฟากท่า อ.บ้านโครก อ.ทองแสนขันธ์

 

 

ประวัติโครงการก่อสร้าง 2/03


วิสัยทัศน์
น้ำสมบูรณ์ สนับสนุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจมั่นคง
 
พันธกิจ

เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้สมดุล   
บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน       
เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ   

ดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

 
สถานที่ตั้ง

3  หมู่ 10  ตำบลวัดไทร  อำเภอเมือง  จังหวัดนครสวรรค์   60000

โทร : 0-5680-3027  Fax : 0-5635-5452   E-mail : const23@mail.rid.go.th

พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการ มีเนื้อที่ทั้งหมด   21  ไร่  1  งาน   42  ตารางวา

พื้นที่ชลประทาน เป็นงานก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน

 
ความเป็นมาของโครงการ

ปี พ.ศ. 2509 กรมชลประทานราษฎร์ ได้จัดตั้งโครงการก่อสร้างชลประทาน ราษฎร์ส่วนพิษณุโลกขึ้นเป็นการภายใน เพื่อรับผิดชอบงานก่อสร้างโครงการ ชลประทานขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่จะได้รับการจัดสรร จากคณะกรรมการพัฒนาภาคเหนือ โดยมีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุม 6 จังหวัด คือ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร สุโขทัย และน่าน

          ในปี พ.ศ. 2515 กรมชลประทานพิจารณาการจัดแบ่งภาคของกรมฯ ที่จัดอยู่เดิม มิได้ขึ้นอยู่กับกรมฯโดยตรง ดังนั้นกรมฯ จึงได้มีคำสั่ง ที่ 10/2515 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2515 จัดแบ่งภาคและขอบเขตความรับผิดชอบของภาค เสียใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 8 ภาค กำหนดให้ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดคือ ตาก พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร สุโขทัย นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ต่อมากรมชลประทานเห็นว่า ภาคต่างๆ ตามที่แบ่งไว้  8 ภาคนั้น มีขอบเขตกว้างเกินไป ไม่สะดวกในการ บริหารควบคุมงาน จึงได้แบ่งซอยภาคต่างๆ ทั้ง 8 ภาค ออกเป็นเขต   รวม 12 เขต ส่วนภาคเหนือตอนบนคือโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ 2 ในปัจจุบัน ไม่มีการแบ่งเขต

          ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมชลประทานขึ้นมาใหม่ โดยมีกองในส่วนกลาง 22 กอง และมีสำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค รวม 12 สำนักงานโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ 2 เป็น 1 ใน 12 สำนักงานชลประทานที่กล่าวมาแล้ว โดยมีขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 8 จังหวัดของภาคเหนือตอนล่างเช่นเดิม

          ในปี พ.ศ. 2527 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยมีกองส่วนกลาง รวม 25 กอง    แต่ยังมีสำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค 12 สำนักงานเท่าเดิม

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรม ชลประทานอีกครั้ง โดยแบ่งเป็น 5 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการชลประทาน ขนาดเล็กที่ 2 ได้ยกฐานะเป็น "โครงการก่อสร้าง 2" มีพื้นที่รับผิดชอบ ครอบคลุม      8 จังหวัด ของภาคเหนือตอนบนและภาคกลางบางจังหวัด  โดยอยู่ในความดูแลของ "สำนักพัฒนาแหล่งน้ำ 1 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์"

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำ 1 กรมชลประทาน ได้กำหนดเป็นการภายใน ให้โครงการก่อสร้าง 2  มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 3 จังหวัด คือ นครสวรรค์ แพร่ และเชียงราย

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้มีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจ หน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2545 กรมชลประทานได้แบ่งออกเป็น 16 สำนักชลประทาน โครงการก่อสร้าง 2 เปลี่ยนฐานะเป็นโครงการก่อสร้าง 2 มีพื้นที่รับผิดชอบ 2 จังหวัด (นครสวรรค์และพิจิตร) ของภาคกลางเท่านั้น โดยอยู่ในความดูแลของสำนักชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการก่อสร้าง 2 ซึ่งอยู่ในเขต สำนักชลประทานที่ 3 ตั้งอยู่เลขที่ 3 หมู่ 10   ถนนรังสิโยทัย ตำบลวัดไทร อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000 อยู่ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ไปทางทิศเหนือ ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 (พิษณุโลก-นครสวรรค์) เป็นระยะทางประมาณ 5.3 กิโลเมตร มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 21 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา

 

คณะผู้จัดทำ ประวัติสำนักชลประทานที่ 3

ที่ปรึกษา
 

นายประพันธ์            ปัญญาโรจน์             

นายณรงค์                ลีนานนท์                

นายโสภณ                ธรรมรักษา              

นายสมชาย              วงศ์ศิริ                  

นายบุญต่อ               ไชยพานิช                

นายกรรณชิง             ขาวสอาด                

นายวัชรินทร์             ชัยวิวัฒมงคล          

นายสัมพันธ์              บุญจอง                    

นายบรรดิษฐ์             อินต๊ะ                    

นายประเวศน์            ศิริศิลป์                   

นายวิศาล                 วสุนธาราพร            

นายวิทูรย์                ฐิติธนภัค                 

นายนรรัตน์              อาศนสถิตย์              

นายปรีชา                 สุขกล่ำ                   

นายสมยศ               แสงมณี                                         

นายสมหวัง               ปานสุขสาร              

นายเกียรติพงษ์          เพชรศรี                  

นายธนู                    โพธิ์เอี้ยง                 

อดีต ผส.ชป.3

อดีต ผส.ชป.3 

ผส.ชป.3

ผวศ.ชป.3

ผปก.ชป.3

ผบร.ชป.3

ผคก.ชป.3

ผอ.คป.อุตรดิตถ์

ผอ.คป.พิษณุโลก

ผอ.คป.พิจิตร

ผอ.คป.นครสวรรค์

ผอ.คบ.เขื่อนนเรศวร

ผอ.คบ.พลายชุมพล

ผอ.คบ.ดงเศรษฐี

ผอ.คบ.ท่าบัว

ชคบ.เขื่อนแควน้อย

ผอ.คส. 1/03

ผอ.คส. 2/03

 
คณะทำงาน

นางนงลักษณ์

โพธิ์ทอง

ฝบท.ชป.3

ประธานคณะทำงาน

    นายโสภิญญา

    นายบุญชัย

    นายประเสริฐ

    นายวิธาน       

เกิดสกุล

สุขสวัสดิ์อำนวย

เฮงสุวรรณ

ประภาวิทย์                 

ฝงจ.ชป.3

ฝปช.ชป.3

ฝงส.ชป.3

ฝวศ.คบ.ดงเศรษฐี

คณะทำงาน

คณะทำงาน

คณะทำงาน

คณะทำงาน

    นายสาทิส

บุษดาจันทร์

ฝวศ.คบ.เขื่อนนเรศวร

คณะทำงาน

    นายสุรินทร์

ทรัพย์สกุล

ฝวศ.คป.นครสวรรค์

คณะทำงาน

    นายภูมิรักษ์

    นายสมประสงค์

รัตนผล

ไกรลาศ

กวบ.1/03

ฝจน.คบ.เขื่อนแควน้อย

คณะทำงาน

คณะทำงาน

    นายไพทูรย์

    นายสมบูรณ์

    น.ส.ระวีวรรณ    

ทิมเครือจีน

บัวอ่อน

จันทรา

บท.คป.พิษณุโลก

ช่างฝีมือสนาม ช 3

พนักงานพิมพ์ ส 1

คณะทำงาน

คณะทำงาน

คณะทำงาน

    นางวิมล

วรนารถ        

หัวหน้างานสวัสดิการ

คณะทำงานและเลขานุการ

    น.ส.อนัญญ

ธาติ

พนักงานทั่วไป บ 1

คณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ

 
 
 
อ้างอิง
 

±   ประวัติสำนักชลประทานที่ 3  เดิม

 

±   ตามพระราชกฤษฎีกาการแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

        ปี พ.ศ.  2518, 2527, 2540 และปี พ.ศ. 2545

 

±   ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฉบับที่ 2)

       ปี พ.ศ. 2549 และ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ ปี พ.ศ. 2554

 

±   ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ.2551

 

±   จากกระแสพระราชดำรัสพระราชทาน ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ 

        เมื่อวันที่  11  ธันวาคม  2538

 

±   หนังสือสมาคมทรัพยากรน้ำ เล่มที่ 001 เดือน  พฤษภาคม  สิงหาคม 2547

 

±   หนังสือเทิดไทองค์ราชันย์ ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งน้ำ 109 ปีกรมชลประทาน13 มิถุนายน 2554

 

±   ตามบันทึก ของ ฝบท.ชป.3 ที่ สว./ 122/2554 ลงวันที่ 14 ธันวาคม  2554  เรื่อง การจัดทำ

       หนังสือประวัติสำนักชลประทานที่ 3 และ ท่านผส.ชป. 3 เห็นชอบ เมื่อวันที่ 21  ธันวาคม  2554

 

±   ตามบันทึก ของ ฝบท.ชป.3 ที่ สว./ 128/2554  ลงวันที่ 27 ธันวาคม  2554  เรื่อง ขอความ

       อนุเคราะห์ในการตรวจสอบหนังสือประวัติสำนักฯ ฉบับร่าง      

 

±   จากเว็บไซต์ กรมชลประทาน

 

±   จากเว็บไซต์ กูเกิ้ล  หัวข้อภาพในหลวงกับงานชลประทาน  และข้อมูลต่าง ๆ