การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
(Results Based Management – RBM)

    การบริหารราชการแบบเดิมให้ความสำคัญกับปริมาณทรัพยากรนำเข้า ได้แก่จำนวนงบประมาณ อัตรากำลัง อาคารสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ต่าง ๆ มีการใช้กฏระเบียบที่รัดกุมควบคุมการปฏิบัติราชการมิให้ข้าราชการใช้ดุลยพินิจมากเกินไป รวมถึงมีกระบวนการทำงานที่ลดหลั่นตามสายการบังคับบัญชา ทำให้บริการที่เป็นผลผลิตของระบบราชการมีต้นทุนสูง และประชาชนผู้รับบริการไม่พอใจบริการที่ล่าช้า ไม่สะดวก
    การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management – RBM) เป็นเครื่องมือการบริหารที่มาพร้อมกับแนวคิดการบริหารภาครัฐแนวใหม่(New Public Management) ซึ่งมีการนำมาใช้กับภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ และฮ่องกง
    การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นวิธีการบริหารจัดการ ที่มุ่งเน้นผลการปฏิบัติงานเพื่อให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เป็นการปรับปรุงผลการดำเนินงานขององค์กรที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและยกระดับผลการปฏิบัติงานขององค์กรให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้การสร้างตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมวัดผลการปฏิบัติงานเทียบกับเป้าหมายที่กำหนด
    องค์กรควรจัดทำแผนกลยุทธ์ก่อนที่จะพัฒนาระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ เพราะวิสัยทัศน์ พันธกิจและวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งมีกำหนดอยู่ในแผนกลยุทธ์จะเป็นกรอบของกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก และองค์กรสามารถใช้ระบบนี้ติดตามความก้าวหน้าของการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติด้วย
    ส่วนราชการที่มีการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์สามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพมากกว่าเดิมโดยใช้งบประมาณน้อยลง เป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลงานทั้งทางด้านประสิทธิผล ประสิทธิภาพ คุณภาพและความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ

ความหมาย

    การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ คือ วิธีการบริหารที่มุ่งเน้นสัมฤทธิ์ผลขององค์กรเป็นหลัก การปฏิบัติงานขององค์กรมีผลสัมฤทธิ์เพียงใดพิจารณาได้จากการเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเป้าหมายที่กำหนด

                ผลสัมฤทธิ์(Results) = ผลผลิต(Output) + ผลลัพธ์(Outcomes)

ผลผลิต (Outputs) หมายถึง งานบริการ หรือกิจกรรมที่เจ้าหน้าที่ทำเสร็จสมบูรณ์พร้อมส่งมอบให้ประชาชนผู้รับบริการ ผลผลิตเป็นผลงานที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมของส่วนราชการโดยตรง ตัวอย่างเช่น ผลผลิตของกรมชลประทาน ได้แก่ จัดสรรน้ำให้เกษตรกร 22 ล้านไร่ หรืออาคารบรรเทาอุทกภัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 10 แห่ง เป็นต้น

ผลลัพธ์ (Outcomes) หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นติดตามมา ผลกระทบ หรือเงื่อนไขที่เกิดจากผลผลิต ผลลัพธ์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับประชาชนผู้รับบริการและสาธารณชน ตัวอย่างเช่น การที่ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นผลลัพธ์ของการจัดสรรน้ำของโครงการชลประทาน และประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยลดลง เป็นผลลัพธ์ของการก่อสร้างอาคารบรรเทาอุทกภัยแล้วเสร็จ เป็นต้น

วัตถุประสงค์

    การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานขององค์กรให้ดีขึ้น ผู้บริหารระดับสูงซึ่งมีหน้าที่ควบคุมทางการปฏิบัติงานขององค์กรให้มุ่งไปสู่วิสัยทัศน์ จะมีรายงานผลการปฏิบัติงานจากระบบงานประยุกต์ของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (RBM Application) เป็นเครื่องช่วยให้ทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานว่าเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ และใกล้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรเพียงใด หากผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าเป้าหมาย ผู้บริหารจะมีเวลาพอสำหรับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ขององค์กรบรรลุวิสัยทัศน์

ประโยชน์ของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

1.ช่วยให้ผู้บริหารรู้ตำแหน่งขององค์กร

    ผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องทราบว่าองค์กรอยู่ ณ ตำแหน่งใด ใกล้หรือไกลจากเป้าหมาย หรือบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรหรือไม่ การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ช่วยให้ผู้บริหารของส่วนราชการรู้ว่าองค์กรกำลังปฏิบัติงานได้ดีเพียงไร งานที่ปฏิบัติมุ่งตรงไปสู่เป้าประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ประชาชนผู้รับบริการหรือผู้มีส่วนได้เสียประโยชน์พึงพอใจในการปฏิบัติงานขององค์กรเพียงไร การปฏิบัติงานภายในองค์กรอยู่ในความควบคุมหรือไม่และควรปรับปรุงการปฏิบัติงานที่ใดบ้าง

2.สนับสนุนองค์กรให้บรรลุวิสัยทัศน์

    ระบบงานประยุกต์ของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (RBM Application) ซึ่งทำงานบน  อินเตอร์เน็ต ทันทีที่มีการบันทึกค่าผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริงเข้าระบบ ระบบงานประยุกต์จะคำนวณค่าร้อยละของความสำเร็จ และพิมพ์รายงานการปฏิบัติงาน รายงานนี้เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ผู้บริหารรู้ว่าขณะนี้ผลการปฏิบัติงานองค์กร กำลังมุ่งตรงไปสู่วิสัยทัศน์ที่กำหนดหรือผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริหารเร่งดำเนินการแก้ไข

3.แปลงกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ

    ขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนาระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ คือ การกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จละตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักเพื่อวัดผลการปฏิบัติงานขององค์กรเปรียบเทียบกับเป้าหมาย องค์กรสามารถนำวิธีการนี้ไปช่วยทำให้กลยุทธ์ที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์เป็นจริง โดยการแตกกลยุทธ์ออกเป็นแผนปฏิบัติการและแผนงาน /โครงการ พร้อมทั้งแบ่งมอบความรับผิดชอบให้หน่วยงานต่าง ๆ แล้วจึงวัดความสำเร็จของกลยุทธ์ผ่านทางกลุ่มตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก

4.ให้ข้อมูลเพื่อการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ

    การบริการมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร  สำหรับภายในองค์กรตัวชี้วัดผลการดำเนินการหลักทำให้ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เข้าใจเป้าหมายขององค์กร ตระหนักถึงความสำคัญของงานที่รับผิดชอบ และรู้ว่าผลงานของตนส่งผลการปฏิบัติงานในภาพรวมขององค์กร ทัศนะเหล่านี้ทำให้ผู้บริการและเจ้าหน้าที่เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนผู้รับบริการ
สำหรับการสื่อสารกับภายนอกองค์กรนั้น ข้อมูลผลการปฏิบัติงานแสดงให้เห็นคุณค่า ความสามารถของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประโยชน์ขององค์กร ผู้บริหารสามารถให้ข้อมูลเหล่านี้แก่ทุกฝ่ายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

5.สร้างพันธะรับผิดชอบของผู้บริหาร

    ข้อมูลที่ได้รับจากการวัดผลการปฏิบัติงานเทียบกับเป้าหมายเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ช่วยให้ผู้บริหารมุ่งความสำคัญไปที่ผลผลิตและผลลัพธ์ เพิ่มความโปร่งใสให้กับการปฏิบัติราชการ ทำให้ส่วนราชการเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) เพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณ ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน และการบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามวิสัยทัศน์ และทำให้ผู้บริหารระดับสูงไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่มีต่อความสำเร็จ/ความล้มเหลวขององค์กร

6.จัดสรรงบประมาณได้ตรงตามความต้องการ และสถานการณ์ที่เป็นจริง

    การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการตัดสินใจจัดสรรและบริหารงบประมาณ องค์กรสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าโครงการ ประโยชน์ของกิจกรรม ประสิทธิภาพและความสามารถในการให้บริการที่เพิ่มขึ้น โดยเทียบผลการปฏิบัติงานกับเป้าหมาย

7.ให้ข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย

    ข้อมูลผลการปฏิบัติงานที่จัดเก็บยอย่างเป็นระบบของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ สนับสนุนผู้บริหารให้ตัดสินใจกำหนดนโยบาย ได้ตรงตามความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ให้ข้อมูลว่า องค์กรควรเลือกทางเลือกใดในการบริการ ทางเลือกใดมีประสิทธิผลหรือความยากง่ายต่อการบรรลุมาตรฐานบริการเพียงไร

ลักษณะองค์กรที่บริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

องค์กรที่ได้ใช้ระบบบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ จะมีลักษณะทั่วไป ดังนี้

  1.  มีพันธกิจ วัตถุประสงค์ขององค์กรที่ชัดเจน และเป้าหมายที่รูปธรรม โดยเน้นที่ผลผลิตและผลลัพธ์ ไม่เน้นกิจกรรมหรือการทำงานตามระเบียบ
  2. ผู้บริหารทุกระดับในองค์กรต่างมีเป้าหมายของการทำงานที่ชัดเจน และเป็นเป้าหมายที่มีรากฐานมาจากพันธกิจขององค์กรเท่านั้น
  3. เป้าหมายจะวัดได้เป็นรูปธรรม โดยมีตัวชี้วัดที่สามารถวัดได้ เพื่อให้สามารถติดตามผลการปฏิบัติงานได้
  4. การตัดสินใจในการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานหรือโครงการต่าง ๆ จะพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
  5. เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้ว่างานที่องค์กรคาดหวังคืออะไร คิดเสมอว่างานที่ตนทำอยู่นั้นเพื่อให้เกิดผลอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายของโครงการและองค์กรอย่างไร
  6. มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ การบริหารงาน บริหารคนสู่หน่วยงานระดับล่าง เพื่อให้สามารถทำงานได้บรรลุผลได้อย่างเหมาะสม
  7. มีระบบสนับสนุนการทำงาน ในเรื่องระเบียบการทำงานสถานที่ อุปกรณ์ในการทำงาน
  8. มีวัฒนธรรมและอุดมการณ์ร่วมกัน ในการทำงานที่สร้างสรรค์เป็นองค์กรที่มั่งมั่นจะทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
  9. เจ้าหน้าที่มีขวัญและกำลังใจดี เนื่องจากได้โอกาสปรับปรุงงานและดุลยพินิจในการทำงานที่กว้างขึ้น ทำให้ผู้บริการได้รับความพอใจ

เงื่อนไขความสำเร็จของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ประสบผลสำเร็จ อยู่ที่ความเข้าใจแนวความคิด วิธีการและประโยชน์ของการบริหารแบบนี้ของเจ้าหน้าที่ในองค์กร เจ้าหน้าที่ทุกระดับ สามารถปรับตัวและสามารถทำงานภายใต้ระบบงานที่จะต้องรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงาน และเงื่อนไขอื่นที่สำคัญ ดังนี้

1.ผู้บริหารระดับสูงมีความเข้าใจและสนับสนุน

    ผู้บริหารระดับสูงต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในการจัดทำระบบวัดผลการปฏิบัติงาน และใช้ข้อมูลผลการปฏิบัติงานที่วัดได้ในการบริหารงานประจำวัน เพื่อแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากขึ้น

2.การจัดทำระบบข้อมูลผลการปฏิบัติงาน

    ระบบข้อมูลต้องสามารถแสดงระดับการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ สู่เป้าหมายขององค์กรได้ โดยการเลือกตัวชี้วัดที่จำเป็นต่อการให้บริการและการตัดสินใจให้ครอบคลุมความต้องการของผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง และมีการวางระบบการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบครบวงจร

3.การพัฒนาบุคลากรและองค์กร

    ผู้บริหารทุกคนจะต้องมีความรู้ในการวางแผนกลยุทธ์ การวัดผลการปฏิบัติงานรวมถึงการใช้ข้อมูลผลการปฏิบัติงานเพื่อการตัดสินใจในการทำงานประจำวัน และมีระบบการพัฒนาอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความชำนาญหลากหลายเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีศักยภาพที่จะสับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ได้ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และให้เข้าใจเรื่องการวัดและการใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานประจำวันด้วย

3.การพัฒนาระบบบริหาร…มุ่งผลสัมฤทธิ์

Balanced Scorecard

    Balanced Scorecard เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1992 โดย Robert S.Kaplan และ David P.Norton จากมหาวิทยลัยฮาร์วาร์ด มีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดผลการปฏิบัติงานระดับองค์กรของภาคเอกชนใน 4 ด้าน คือ ด้านลูกค้า (Customers) ด้านกระบวนงานภายในองค์กร (Internal Business Processes) ด้านองค์กร (Learning and Growth) และด้านการเงิน (Financial) ต่อมามีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในหน่วยงานราชการหลายประเทศ
    Balanced หมายถึง ความสมดุลของจำนวนมุมมองที่ใช้ในการพิจารณาองค์กรเวลากำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก เพื่อป้องกันความเบี่ยงเบนและช่วยให้มีการพิจารณาองค์กรจากทุนมุมมองอย่างครบถ้วน
    Scorecard หมายถึง รายงานสรุปผลสัมฤทธิ์ขององค์กร ซึ่งนำเสนออยู่ในรายงานสำหรับผู้บริหารเพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามความก้าวหน้าของการบรรลุวัตถุประสงค์องค์กร

การปรับใช้ในองค์กรรัฐ
   
จากการทดลองปฏิบัติการพัฒนาระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ในส่วนราชการสำนักงาน ก.พ. พิจารณาเห็นสมควรกำหนดมุมมองใน Balanced Scorecard ออกเป็น 4 มุมมอง โดยปรับรายละเอียดองค์ประกอบของแต่ละมุมมองให้สอดคล้องกับสภาพของงานราชการ ดังนี้

1.มุมมองด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกองค์กร (Extemal Perspective)
    เป็นการพิจารณาองค์กรจากมุมมองของประชาชนผู้รับบริการสาธารณชนที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมภายนอกองค์กร ผู้มีส่วนได้เสียประโยชน์ต่าง ๆ รัฐบาล หน่วยงานราชการอื่น ๆ รัฐวิสาหกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ฯลฯ

2.มุมมองด้านองค์ประกอบภายในองค์กร (Internal Perspective)
    เป็นการพิจารณาย้อนกลับไปที่โครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน ทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถหลักขององค์กร วัฒนธรรม และค่านิยม

3.มุมมองด้านนวัตกรรม (Innovation Perspective)
    เป็นการพิจารณาความสามารถองค์กรต่อความเปลี่ยนแปลงการมองไปในอนาคตว่าองค์กรควรริเริ่มสร้างสรรค์อย่างไรเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งกว่าเดิม

4.มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective)
    ให้ความสำคัญกับการประหยัดทรัพยากรทางการบริหาร ความคุ้มค่าของเงินงบประมาณที่ใช้ความสมารถของการให้บริการเทียบกับผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา รวมถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบที่ปรากฏ

ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ (Critical Success Factors – CSFs)

    ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ คือ ปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการบรรลุความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ องค์กรมีปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการยึดโยงการปฏิบัติงานทุกระดับให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารขององค์กรรู้ว่าต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ขององค์กรตอบสนองวิสัยทัศน์ หากปราศจากปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จวิสัยทัศน์ขององค์กรจะไม่ได้รับการตอบสนอง
    ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จไม่จำเป็นต้องวัดผลได้ แต่ทำหน้าที่ขี้นำหรือเป็นหลักหมายสำคัญต่อการบรรลุวิสัยทัศน์
   
ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จกำหนดจากวิสัยทัศน์หรือพันธกิจขององค์กรโดยใช้เกณฑ์ต่อไปนี้

    1. มุ่งความสำคัญไปที่ผลผลิตและผลลัพธ์
    2. มีความเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ หรือวัตถุประสงค์ขององค์กร
    3. มีความหมายที่เฉพาะเจาะจงและสามารถเข้าใจได้ง่าย
    4. ผู้บริหารให้การยอมรับ
    5. องค์กรสามารถควบคุมผลให้เกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ

ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (Key Performance Indicators – KPIs)

    ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก วัดความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยแห่งความสำเร็จ หรือผลสัมฤทธิ์ขององค์กร โดยการวัดผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริง เทียบกับมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ตกลงกันไว้
    ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักที่ดีต้องมีความถูกต้อง เหมาะสม และสามารถโน้มน้าวให้ทุกคนในองค์กรและผู้มีส่วนร่วมได้เสียประโยชน์ตลอดจนสาธารณชนเชื่อถือผลงานที่วัดจากตัวชี้วัดเหล่านี้
    คุณลักษณะของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก ซึ่งใช้กันอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่

    1. สามารถวัดได้ (Measurability)
    2. มีความคงเส้นคงวา (Consistency)
    3. ชัดเจน และไม่กำกวม (Clear and Unambiguous)
    4. มีอิทธิพลต่อสิ่งที่จะวัด (Impact)
    5. สามารถสื่อสารได้ (Communicable)
    6. มีความเที่ยงตลอดเวลา (Valid over time)
    7. สามารถเปรียบเทียบได้ (Comparable)
    8. สามารถตรวจสอบและป้องกันการบิดเบือนข้อมูล (Resilient)
    9. มุงเน้นที่ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ (Focused on the Critical Success Factor)
    10. มีความพร้อมของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนการวัด (Obtainable)

ขั้นตอนการพัฒนาระบบบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

    1. วิเคราะห์วิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ พันธกิจ และกลยุทธ์
    2. กำหนดปัจจัยกลักแห่งความสำเร็จ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักโดยใช้วิธี Balanced Scorecard
    3. กำหนดค่าเป้าหมาย
    4. กำหนดแหล่งข้อมูล
    5. บันทึกและอนุมัติข้อมูล
    6. วิเคราะห์ข้อมูล
    7. รายงานผล

4. ระบบบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์…กรมชลประทาน

วิสัยทัศน์

“ กรมชลประทานมุ่งมั่นพัฒนาและจัดการน้ำ เพื่อสนับสนุนการผลิตเสริมสร้างคุณภาพชีวิต และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”

พันธกิจ

  1. เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เพียงพอ
  2. จัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภทอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและยั่งยืน
  3. เสริมสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในทุกระดับอย่างมีดุลยภาพในด้านนิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม และเกิดประโยชน์สูงสุด
  4. ให้มีการดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ

วัตถุประสงค์

  1. พัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่ชลประทานให้เพียงพอตามความต้องการและศักยภาพอย่างยั่งยืน
  2. ปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัการโครงการชลประทานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  3. ป้องกันและแก้ไขความเสียหายอันเกิดจากน้ำ
  4. สนับสนุนการปฏิรูปองค์กร กลไก กฎหมาย ระเบียบปฏิบัติและการพัฒนาบุคลากรทุกระดับเพื่อบริการประชาชน
  5. ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการบริหารจัดการ และพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ
  6. ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือการจัดการน้ำระหว่างกรมชลประทานและประชาคมผู้ใช้น้ำ อย่างมีธรรมาภิบาล

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

  1. เกษตรกร
  2. องค์กรส่วนท้องถิ่น
  3. ส่วนราชการ / การประปาส่วนภูมิภาค
  4. เอกชน
  5. NGO
  6. ผู้ประสบภัยทางน้ำ
  7. นักการเมือง
  8. ผู้ได้รับผลกระทบจากงานของกรมชลประทาน

ผลผลิต

  1. น้ำ
  2. คำแนะนำ
  3. ข้อมูล
  4. ข่าวสาร

กรอบการประเมินผลสัมฤทธิ์

ด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกองค์กร

การมองนอกองค์กรไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ใช้น้ำ และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ

ด้านการเงิน

 

ด้านองค์ประกอบภายในองค์กร

ความรับผิดชอบขององค์กร ในด้านความประหยัด การควบคุมตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบราชการ ความคุมค่าของเงินและรวมไปถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบ

 

การมองภายในองค์กรถึงบุคลากร ความมีจิตสำนึก จริยธรรม แผนงานในกระบวนการศึกษา สำรวจ ออกแบบ จัดหาที่ดิน แผนปฏิบัติการในการก่อสร้าง แผนและการบริหารจัดการน้ำ

ด้านนวัตกรรม

ความสามารถขององค์กรในอนาคต การปรับปรุงโครงสร้างและระบบบริหารงานขององค์กร  การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการพัฒนาแหล่งน้ำ และจัดการน้ำ

สรุปปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก

จำนวนปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก

ก. ด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกองค์กร ข. ด้านองค์ประกอบภายในองค์กร
CSF = 3

KPI = 6

CSF = 3

KPI = 7

ค. ด้านนวัตกรรม ง. ด้านการเงิน
CKF = 1

KPI = 1

CSF = 3

KPI = 4

รวม 4 ด้าน CSF = 10 , KPI = 18

ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ(CSF) จำนวน 10 ตัว ตามกรอบการวัดผลสัมฤทธิ์

ก.ด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกองค์กร

ข.ด้านองค์ประกอบภายในองค์กร

1. ผู้ใช้น้ำมีความเข้าใจ มีจิตสำนึกในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

2. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับให้ความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำ

3. ผู้ใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทานได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

4.บุคลากรมีความเชี่ยวชาญงานในหน้าที่ มีความรู้ในงานที่เกี่ยวข้อง มีจริยรรม และจิตสำนึกในการให้บริการ

5.แผนงานในกระบวนการศึกษา สำรวจ ออกแบบ จัดหาที่ดิน และแผนปฏิบัติการในการก่อสร้างจัดเจน และมีการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผน

6.แผนและการบริหารจัดการน้ำชัดเจนมีประสิทธิภาพ

ค.ด้านนวัตกรรม

ง.ด้านการเงิน

7. การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ พัฒนาแหล่งน้ำและจัดการน้ำ

8.การใช้ทรัพยากรได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า

9. การปฏิบัติงานเป็นไปตามระเบียบราชการปราศจากทุจริตและประพฤติมิชอบ

10.การเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปตามแผน

สรุปปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและตัวชี้วัดผล(KPI) จำนวน 18 ตัว การดำเนินงานหลัก

ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ

ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก

ก. ด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกองค์กร

1 ผู้ใช้น้ำมีความเข้าใจ มีจิตสำนึกใน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด 1.1 ร้อยละของกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงของกลุ่มผู้ใช้น้ำ
2.ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับให้ความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำ 2.1 ร้อยละของโครงการที่ส่วนใหญ่ของผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องที่เข้าร่วมในการศึกษาและวางโครงการเห็นด้วยกับโครงการ
2.2 ร้อยละของกลุ่มผู้ใช้น้ำของโครงการที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำ
2.3 จำนวนครั้งที่กรมให้การสนับสนุนโดยการจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาด้านนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อม
3.ผู้ใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทานได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 3.1  ร้อยละของพื้นที่ชลประทานที่ได้รับน้ำต่อพื้นที่เป้าหมาย
3.2 ร้อยละของผู้ใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทานที่พอใจต่อการบริหารจัดการน้ำ
4. บุคลากรมีความเชี่ยวชาญงานในหน้าที่ มีความรู้ในงานที่เกี่ยวข้อง มีจริยธรรมและมีจิตสำนึกในการให้บริการ 4.1  ร้อยละของผู้บริหารที่พึงพอใจต่อการทำงานของบุคลากรของกรม
4.2  ร้อยละของบุคลากรที่พอใจในการทำงานของผู้บริหาร
4.3  ร้อยละของผู้รับบริการที่พอใจต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรของกรม

. ด้านองค์ประกอบภายในองค์กร

5. แผนงานในกระบวนการศึกษา สำรวจ ออกแบบ จัดหาที่ดินและแผนปฏิบัติการ ในการก่อสร้างชัดเจนและมีการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผน 5.1 ร้อยละของโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางที่ดำเนินการได้ตามแผน
5.2 ร้อยละของโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ดำเนินการได้ตามแผน
6. แผนงานและการบริหารจัดการน้ำ ชัดเจน มีประสิทธิภาพ 6.1 ประสิทธิภาพชลประทานในฤดูฝน
6.2 ประสิทธิภาพชลประทานในฤดูแล้ง

ค.ด้านนวัตกรรม

7. การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ พัฒนาแหล่งน้ำ และจัดการน้ำ

7.1 ร้อยละของความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ พัฒนาแหล่งน้ำและจัดการน้ำ

ง. ด้านการเงิน

8. การใช้ทรัพยากรได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า 8.1 ต้นทุนในการบริหารจัดการน้ำต่อไร่
9. การปฏิบัติงานเป็นไปตามระเบียบราชการปราศจากทุจริตและประพฤติ มิชอบ
9.1 จำนวนบุคลากรที่ได้รับการตัดสินจาก อ.พ.ก. กรมว่าทุจริตและประพฤติมิชอบ
9.2 จำนวนบุคลากรที่ถูกลงโทษฐานทำผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง
10. การเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปตามแผน 10. ร้อยละของของการเบิกจ่ายงบประมาณหมวดงบลงทุนที่เป็นไปตามแผนงาน/โครงการ

ที่มา หนังสือการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ กรมชลประทาน โดย กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมชลประทาน มีนาคม 2546 http://www.rid.go.th/reform