1. ฐานตัวแบบ (Model Base) ได้แก่
ตัวแบบทางสถิติที่เกิดขึ้นบ่อยๆ หรือเกิดขึ้นเป็นเฉพาะกรณี
เช่น ตัวแบบทางการเงิน ตัวแบบในการพยากรณ์
ตัวแบบทางด้านวิทยาการการจัดการ หรือตัวแบบเชิงปริมาณอื่นๆ
ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
ในระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แบ่งลักษณะตัวแบบออกเป็น
1.1 ตัวแบบเชิงกลยุทธ์ (Strategic models)
ใช้เพื่อสนับสนุนการวางแผนกลยุทธ์ ในการจัดการระดับสูง
เป็นตัวแบบเพื่อใช้ในการวางแผนระยะยาว
ส่วนมากใช้ข้อมูลจากภายนอก ตัวอย่างเช่น การพัฒนา
วัตถุประสงค์ขององค์การ การวางแผนในการรวมบริษัท
การเลือกทำเลของโรงงาน การวิเคราะห์
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
และการทำงบประมาณของงานที่ไม่ใช่งานประจำ
1.2
ตัวแบบเชิงยุทธวิธี (Tactical models)
ใช้ในการจัดการระดับกลาง
เพื่อช่วยในการจัดสรรและควบคุมทรัพยากรขององค์กร
มักใช้กับระบบย่อยภายในองค์กร
เช่นแผนกบัญชีใช้สำหรับวางแผนระยะ 1-2 ปี
ใช้ข้อมูลจากภายในและบางครั้งอาจต้องใช้ข้อมูลจากภายนอก ตัวอย่าง
เช่น การวางแผนความต้องการ ผู้ใช้แรงงาน
การวางแผนสนับสนุนการขาย การวาง
โครงสร้างของโรงงาน
และการทำงบประมาณต้นทุนของงานประจำ
1.3
ตัวแบบเชิงปฏิบัติการ (Operational models)
ใช้สนับสนุนการทำงานรายวันขององค์กร สนับสนุนการตัดสินใจรายวัน
หรือรายเดือนของผู้จัดการระดับล่าง
มักใช้ข้อมูลภายใน ตัวอย่างเช่น
การพิสูจน์หลักฐานการกู้เงินของบุคคล ของธนาคาร
การจัดตารางการผลิตการควบคุมสินค้าคงคลัง
การวางแผนและการจัดตารางการดูแลรักษา
และการควบคุมคุณภาพ
1.4 ตัวแบบสำเร็จรูป
(Model-building blocks) ใช้เสริมการทำงานของตัวแบบทั้ง 3
ข้างต้น ตัวอย่าง เช่น โปรแกรมย่อยสำหรับสร้างตัวเลขสุ่ม,
โปรแกรมย่อยสำหรับคำนวณหาค่าปัจจุบัน, การวิเคราะห์ความ
ถดถอย (regression analysis)
หรืออาจใช้เป็นส่วนประกอบของตัวแบบขนาดใหญ่ ตัวอย่าง เช่น
การหาค่าปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของตัวแบบสำหรับตัดสินใจว่าจะทำเองหรือจะซื้อ
2. ระบบจัดการฐานตัวแบบ (Model base
management system : MBMS) ทำหน้าที่ในการสร้างตัวแบบ
โดยใช้โปรแกรมย่อย และโปรแกรมย่อยสำเร็จรูปอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว
หรือทำการสร้างโปรแกรมย่อยหรือรายงานใหม่
ทำการปรับปรุงตัวแบบ เปลี่ยนตัวแบบ
และใช้ข้อมูลกับตัวแบบ
เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เชื่อมตัวแบบกับฐานข้อมูล
3.
ภาษาในการสร้างตัวแบบ (Modeling language) เช่น ภาษาโคบอล
(COBOL) หรือใช้โปรแกรมประเภทแผ่นงาน(Spreadsheet)
หรือใช้ภาษารุ่นที่สี่ (The fourth Generation Language : 4GL)หรือภาษาพิเศษสำหรับการสร้างตัวแบบ เช่น
IFPS/Plus
4. ไดเรกทอรีตัวแบบ (Model directory)
เป็นรายการของตัวแบบและซอฟต์แวร์ทั้งหมดในฐานตัวแบบ ประกอบด้วยคำจำกัดความของตัวแบบ
และการทำงานหลักคือการตอบคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่
และ ความสามารถของตัวแบบ
5. การใช้งาน การรวบรวมและคำสั่งในตัวแบบ
(Model execution, integration, and
command) การใช้งานตัวแบบ (Model Execution)
เป็นขบวนการในการควบคุมการทำงานจริงๆ
ของตัวแบบการรวบรวมตัวแบบ(Model Integration)
เป็นการรวมการทำงานของหลายๆตัวแบบเข้าด้วยกัน
และตัวประมวลผลคำสั่งในตัวแบบ(A model Command processor)
ใช้ในการรับ และแปลคำสั่งของตัวแบบจากส่วนรับคำสั่ง ให้กับ
ระบบจัดการฐานตัวแบบ (MBMS), ส่วนการใช้งานตัวแบบ (model execution) หรือ ส่วนรวบรวม (integration
function)
การทำตัวแบบและการวิเคราะห์
ในการทำตัวแบบจะมีขั้นตอน
ต่างๆ ดังนี้
1.
ระบุปัญหา และวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
หมายถึง การตรวจสอบ, พิจารณา และ
การตีความหมายของข้อมูลที่รวบรวมมา
โดยมักจะสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ขอบเขต, สาระสำคัญหลัก
และอิทธิพลและความผันแปรของสภาพแวดล้อม
โดยจำเป็นต้องพิจารณาถึงวัฒนธรรมและขบวนการตัดสินใจขององค์กรด้วย
(เช่น ใครเป็น ผู้ตัดสินใจ, ระดับของความเป็นศูนย์กลาง
ฯลฯ)
2. ระบุตัวแปร
หมายถึงการระบุตัวแปรที่สำคัญของตัวแบบ
และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
3. การพยากรณ์
(forcasting)
หมายถึงการพยากรณ์ผลของการตัดสินใจที่จะได้จากตัวแบบ
ตัวแบบที่สร้างขึ้นสำหรับปัญหาใดๆ
อาจจะประกอบไปด้วยหลายๆตัวแบบรวมเข้าด้วย
บางตัวเป็นตัวแบบมาตรฐานและถูกสร้างไว้ในซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจอยู่แล้ว
บางตัวเป็นตัวแบบ
มาตรฐานแต่ไม่ได้มีอยู่เหมือนกับฟังก์ชันที่สามารถเรียกใช้ได้เลย
(built-in functions)
แต่เป็นลักษณะของซอฟต์แวร์อิสระที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบสนับสนุนการตัดสินใจได้
ในการสร้างตัวแบบและการจัดการตัวแบบได้แก่การดูแลเรื่องความคงสภาพ
ความสามารถในการนำไปใช้งานนั้นจะถูกจัดการโดยซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าซอฟต์แวร์จัดการฐานตัวแบบ
(Model Base Management Software)
โดยในระบบสนับสนุนการตัดสินใจส่วนมากจะใช้ตัวแบบเชิงปริมาณ
แต่ถ้าเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากอาจใช้ร่วมกับระบบ
ผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะใช้ตัวแบบเชิงคุณภาพที่มีการทำตัวแบบฐานความรู้
(Knowledge-based Modeling)
ขึ้นมาใช้งานร่วมด้วย
ประเภทของตัวแบบ
แบ่งได้เป็น 2
ประเภทตามการขึ้นต่อช่วงเวลาที่เกิดสถานการณ์ ดังนี้
1. ตัวแบบคงตัว (Satatic models)
ใช้กับสถานการณ์หนึ่งๆ
โดยในการเกิดสถานการณ์นั้นจะเกิดขึ้นในช่วงเพียง ช่วงเดียว
ซึ่งอาจจะเป็นช่วงสั้นๆ หรือช่วงระยะยาวก็ได้ ตัวอย่างเช่น
การตัดสินใจว่าจะทำหรือซื้อผลิตภัณฑ์
ใบแสดงรายได้รายไตรมาสหรือรายปี
2. ตัวแบบผันแปร
(Dynamic model) ใช้กับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตัวอย่างเช่น การวางแผนโครงการกำไรและขาดทุนในระยะห้าปี
ซึ่งมีข้อมูลเข้า เช่น ค่าใช้จ่าย, ราคา และปริมาณที่
เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี
หรือเป็นตัวแบบที่แบบสถานการณ์ที่ขึ้นอยู่กับเวลาด้วย เช่น
ในการพิจารณาว่าจะต้องมีจุดตรวจสอบสินค้ากี่จุดในซุปเปอร์มาร์เก็ต
เป็นสถานการณ์ที่จำเป็นจะต้องพิจารณาช่วงเวลาของวัน
เพราะในแต่ละช่วงเวลามีการ
เปลี่ยนแปลงจำนวนคนที่เข้ามาในซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่เหมือนกัน
และ
ตัวแบบผันแปรนี้ยังสามารถใช้ในการแสดงแนวโน้มและรูปแบบที่เกิดขึ้นได้
เช่น แสดงค่าเฉลี่ยต่อ ช่วงเวลา, การเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ย
และการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (ตัวอย่างเช่น
กำไรในไตรมาสนี้เทียบกับ
ไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว)
ถ้าแบ่งประเภทของตัวแบบตามลักษณะความแน่นอนในการเกิดของสถานการณ์
สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ตัวแบบที่แน่นอน (Certainty Models)
เป็นตัวแบบที่ถูกสร้างขึ้นและใช้งานภายใต้สมมติฐานที่จะเกิดเหตุการณ์ใดๆ
แน่นอน
จึงง่ายในการทำงานด้วยและสามารถให้ทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด
เช่น แบบจำลองด้านการเงิน
ตัวแบบลักษณะนี้นิยมใช้กับปัญหาที่มีทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ไม่จำกัด
(หรือมีเป็นจำนวนมาก)
2. ตัวแบบที่ไม่แน่นอน
(Uncertainty Models)
เป็นตัวแบบใช้ในกรณีที่ไม่มีความแน่นอนว่าจะเกิด
เหตุการณ์ใดขึ้นกับเหตุการณ์ที่สนใจ
เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนให้มากที่สุด
จะต้องพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะ จัดการแก้ปัญหานั้นๆ
ได้โดยมีแนวทางที่แน่นอนมากขึ้น
ถ้าไม่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้
จะต้องจัดการแก้ปัญหาทั้งที่มีความไม่แน่นอน
ซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ตัดสินใจ
3.
ตัวแบบที่มีความเสี่ยง (Risk Models)
เป็นตัวแบบใช้ในกรณีที่ทราบข้อมูลในการเกิดเหตุการณ์ที่
เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่สนใจเป็นบางส่วน
ทำให้สามารถคำนวณค่าความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นๆ ได้
และทำให้มีแนวทางในการตัดสินใจมากขึ้น
การตัดสินใจทางธุรกิจส่วนมากถูกทำภายใต้ความเสี่ยงที่ถูกสมมติขึ้น
และทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงเหล่านั้นเพื่อทำการตัดสินใจ