ขบวนการในการตัดสินใจ
จากที่กล่าวข้างต้น
ขบวนการในการตัดสินใจ
ได้แก่ Intelligence, Design, Choice, Implementation
ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละขบวนการ ดังต่อไปนี้
1. การกำหนดปัญหา
(Intelligent Phase)
เป็นขั้นตอนในการพิจารณาว่า
ระบบงานมีปัญหาหรือโอกาสในการปรับปรุงองค์การได้หรือไม่ เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ โดยทำการกำหนดขอบเขตของระบบ
และกำหนดให้ได้ว่า มีตัวแปรอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง
และนิยามปัญหาหรือโอกาสขึ้น
โดยในขั้นตอนนี้จะประกอบด้วย
1.1 การค้นหาปัญหา
เริ่มจากการระบุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์การ
และพิจารณาว่าระบบงานที่มีอยู่สามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้หรือไม่
และดำเนินการหาข้อมูลเพื่อหาปัญหาที่มีอยู่,
ระบุอาการของปัญหา, พิจารณาถึงความสำคัญของปัญหานั้นๆ
และจึงนิยามปัญหาขึ้นมา
โดยการสังเกตว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในองค์กรสามารถสังเกตและวิเคราะห์ได้จาก
ระดับความสามารถในการผลิต(productivity)
ขององค์กรว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
1.2
การแบ่งประเภทของปัญหา หมายถึง
การจัดปัญหาให้อยู่ในประเภทที่สามารถนิยามได้
โดยดูจากระดับความเป็นโครงสร้างของปัญหา ได้แก่
-
ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว (Programmed
Problems) เป็นปัญหาแบบมีโครงสร้าง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ
เกิดขึ้นเป็นประจำ มีตัวแบบมาตรฐานในการแก้ปัญหาได้ เช่น
การจัดตารางพนักงานรายสัปดาห์,
การหาการหมุนเวียนของเงินสดรายเดือน,
การเลือกระดับสินค้าคงคลังของวัสดุใดๆ
-
ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (Nonprogrammed Problems)
เป็นปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง เป็นปัญหาที่แปลก
ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือ ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เช่น
การตัดสินใจเข้าถือสิทธิ์หรือรวมบริษัท,
การทำโครงงานพัฒนาและวิจัย, การปรับรูปแบบองค์การใหม่,
การเปิดมหาวิทยาลัยใหม่
1.3
การแตกย่อยปัญหาให้เล็กลง ได้แก่
การแตกย่อยปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนออกเป็นปัญหาย่อยๆ
เพราะการแก้ปัญหาย่อยทำได้ง่ายกว่าการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทีเดียวทั้งหมด
1.4
การหาเจ้าของหรือที่มาของปัญหา
ได้แก่การพิจารณาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของใคร
ใครมีหน้าที่ในการแก้ปัญหานี้
และองค์การสามารถแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่นปัญหาอัตราดอกเบี้ยสูง เป็นปัญหา
รัฐบาลที่ต้องแก้ไข
บริษัทส่วนมากไม่สามารถทำอะไรกับปัญหาที่นี้ได้
ดังนั้นปัญหาที่บริษัทควรจะคำนึงถึงก็คือ จะต้อง
ดำเนินการอย่างไรภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงนี้
เพราะอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตัวบริษัทเอง
2. การออกแบบ (Design Phase)
ในขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการสร้าง
พัฒนาและวิเคราะห์ทางเลือกในการปฏิบัติที่เป็นไปได้
รวมทั้งการทดสอบและประเมินทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
โดยในการสร้างตัวแบบนั้น จะทำการแปลงปัญหาให้อยู่ในรูปตัวแบบเชิงปริมาณ
หรือตัวแบบทางคณิตศาสตร์ ได้แก่การกำหนดตัวแปร
และสร้างสมการเพื่ออธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
ตัวแปรในตัวแบบเชิงปริมาณ
-
ตัวแปรผลลัพธ์ (Result Variables)
ตัวแปรเหล่านี้มีผลต่อระดับของประสิทธิผลของระบบ
เป็นตัวบ่งชี้ว่าระบบบรรลุเป้าหมายได้ดีแค่ไหน
ตัวแปรนี้เป็นตัวแปรไม่อิสระ(Dependent variables)
ซึ่งหมายถึงค่าของตัวแปรจะขึ้นอยู่กับค่าของตัวแปรอื่นๆ
-
ตัวแปรตัดสินใจ (Decision Variables)
ใช้อธิบายถึงทางเลือกในการปฏิบัติต่างๆ ค่าของตัวแปรนี้ถูกกำหนดโดยผู้ทำการตัดสินใจ เช่น ในปัญหาการลงทุนพันธบัตรที่ใช้ลงทุน
จัดเป็นตัวแปรตัดสินใจในปัญหา การจัดตารางเวลา ตัวแปรตัดสินใจ คือบุคคล เวลา
และตารางเวลา เป็นต้น
- ตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้
(Uncontrollable Variables หรือ Parameters)
เป็นปัจจัยที่มีผลกับตัวแปรผลลัพธ์
แต่ผู้ตัดสินใจไม่สามารถควบคุมได้
ปัจจัยเหล่านี้อาจมีค่าคงที่ซึ่งเรียกว่าพารามิเตอร์
หรืออาจเป็นค่าที่เปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างเช่น
อัตราดอกเบี้ย อัตราภาษี อัตราค่าสาธารณูปโภค
ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่เหล่านี้จัดเป็นตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้
เพราะถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมรอบๆตัวผู้ตัดสินใจ
บางครั้งผู้ตัดสินใจอาจจำกัดค่าตัวแปรบางตัวเหล่านี้ไว้
เรียกว่าข้อจำกัด (constraint) ของปัญหา
-
ตัวแปรผลลัพธ์ระหว่างกลาง (Intermediate Result Variables)
เป็นผลลัพธ์ที่เกิดระหว่างการปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จริงๆ ตัวอย่าง เช่น เงินเดือนพนักงานเป็นตัวแปรตัดสินใจ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความพอใจของพนักงาน(ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกลาง)
ซึ่งเป็นตัวกำหนดระดับของผลงาน (productivity) ระดับของผลงานที่ได้นี้จัดเป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการ
การเลือกลักษณะของตัวแบบ
ตัวแบบที่ใช้ในการเลือกมีหลายแบบ
เช่น ตัวแบบที่จะให้ผลลัพธ์เป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
หรือตัวแบบที่จะให้ทางแก้ปัญหาที่ดีเพียงพอแต่ไม่ดีที่สุด
หรือตัวแบบที่ให้ทางแก้ปัญหาที่สามารถนำไปใช้ได้ดีแต่อาจจะไม่ดีที่สุด
ซึ่งแบ่งออกเป็นตัวแบบลักษณะต่างๆ ดังนี้
1.ตัวแบบเชิงมาตรฐาน
เป็นตัวแบบที่ให้ทางเลือกที่ดีที่สุดในจำนวนทางเลือกที่มีทั้งหมด
โดยการหาทางเลือกที่ดีที่สุด
ทำได้โดยพิจารณาจากทางเลือกทั้งหมดและพิสูจน์ให้ได้ว่าทางที่เลือกนั้นเป็นทางที่ดีที่สุด
ขบวนการนี้เรียกว่าการหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
(Optimization) ซึ่งตัวแบบลักษณะนี้ ได้แก่
การโปรแกรมเชิงเส้น (Linear programming),
ตัวแบบเครือข่ายในการวางแผนและจัดตารางเวลา(Network models
for planning and scheduling), การโปรแกรมแบบไม่เชิงเส้น
(Nonlinear programming), ตัวแบบสินค้าคงคลัง(Inventory
model), ตัวแบบปัญหาการขนส่ง(Transportation
Problem)
การหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในส่วนย่อย
ในการหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดนั้น
ผู้ตัดสินใจจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบของแต่ละทางเลือกที่มีต่อองค์การทั้งหมด
เพราะการตัดสินใจในส่วนหนึ่งอาจมีผลต่อส่วนอื่นๆได้
แต่การทำเช่นนั้นมีความยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายสูง
และใช้เวลาในการวิเคราะห์มาก
ในทางปฏิบัติจึงทำการกำหนดขอบเขตระบบให้แคบลง
และพิจารณาหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดเฉพาะส่วนนั้นๆ
ถึงแม้การทำเช่นนี้จะไม่ดีนัก
แต่ก็ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ระบบได้อย่างคร่าวๆ
โดยไม่เสียเวลากับรายละเอียดปลีกย่อย
จากนั้นจึงพิจารณาส่วนที่เหลือว่ามีผลกระทบอย่างไร
ถ้าไม่มีผลเสียตามมาทางแก้ปัญหานั้นก็สามารถนำมาใช้ได้
2.ตัวแบบเชิงบรรยาย
เป็นตัวแบบใช้ในการติดตามผลของการปฏิบัติตามทางเลือกต่างๆ
ที่มีข้อกำหนดของส่วนนำเข้าและการประมวลผลแตกต่างกัน
โดยจะทำการพิจารณาจากผลที่ได้จากแต่ละทางเลือกจากกลุ่มของทางเลือกที่กำหนดไว้(แทนที่จะเป็นจากทางเลือกทั้งหมด)
จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่า ทางเลือกที่ถูกเลือกนี้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ผลที่ได้จะเป็นทางเลือกที่ "น่าพอใจ"
จากกลุ่มทางเลือกที่กำหนดไว้เท่านั้น ตัวอย่าง เช่น
การจำลองเหตุการณ์ (Simulation)
ผลที่ดีเพียงพอหรือผลตามความพอใจ
ตัวแบบในลักษณะนี้ผู้ตัดสินใจจะกำหนดเป้าหมายหรือระดับความต้องการของประสิทธิภาพไว้
และทำการ ค้นหาทางเลือกที่ตรงกับระดับที่กำหนดไว้
วิธีนี้จึงไม่ต้องใช้เวลามาก
และไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายมากๆ ในการหา
ข้อมูลเพื่อให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุดมา
การพัฒนาทางเลือก
จัดเป็นส่วนที่สำคัญในขบวนการสร้างตัวแบบ
ได้แก่การค้นหาและการสร้างทางเลือกต่างๆขึ้น
ซึ่งทางเลือกต่างๆ
ที่สร้างขึ้นจะขึ้นอยู่กับข้อมูลและค่าใช้จ่ายในการหาข้อมูล
ประกอบกับความเชี่ยวชาญในปัญหานั้นๆ
ขั้นตอนนี้จึงใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก
และจัดเป็นส่วนที่เป็นทางการน้อยที่สุดในขบวนการแก้ปัญหา