โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดเพชรบุรี

 

๑.  ความเป็นมา

                                ตามที่ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีเมื่อเดือนตุลาคม  ๒๕๔๖   ทำความเสียหายให้กับพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎรในท้องที่หลายอำเภอ  โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี   รวมตลอดถึงบริเวณถนนเพชรเกษมและเส้นทางรถไฟสายใต้ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการเดินทางไปสู่ภาคใต้  ทำให้การเดินทางไปยังจังหวัดทางภาคใต้ต้องประสบปัญหาติดขัดไม่สามารถสัญจรขนส่งสินค้าสำคัญ ๆ ลงไปทางภาคใต้ได้

                                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระราชดำริและทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมทางเข้าจังหวัดเพชรบุรีกับคณะบุคคลต่าง  ๆ  ที่เข้าเฝ้าถวายพระพร   เมื่อวันที่  ๔  พฤศจิกายน  ๒๕๔๖  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ  แก่ นายชลิต  ดำรงศักดิ์  วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา  (ด้านควบคุมการก่อสร้าง)  และคณะเจ้าหน้าที่ชลประทาน  ในขณะเฝ้ารับเสด็จฯ  ณ วังไกลกังวลอำเภอหัวหินดังนี้ 

                                ๑.๑      เขื่อนแก่งกระจาน  ทำหน้าที่เก็บกักน้ำ  ส่วนเขื่อนเพชรเป็นเขื่อนทดน้ำ  ทำหน้าที่ควบคุมและบริหารจัดการน้ำ

                                ๑.๒    โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์  อำเภอหนองหญ้าปล้องจังหวัดเพชรบุรี  ทรงมีพระราชดำริให้พิจารณาก่อสร้างเมื่อ  ๑๐  ปีที่ผ่านมา  ขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว  ขอให้กรมชลประทานพิจารณาเร่งรัดให้ก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว

                                ๑.๓     ให้กรมชลประทานพิจารณาปรับปรุงคลองชลประทาน  ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี  ซึ่งทำหน้าที่เป็นคลองส่งน้ำให้สามารถเป็นคลองระบายน้ำได้เมื่อเกิดอุทกภัย 

                                ๑.๔     ให้พิจารณาก่อสร้างอาคารระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็ม  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี  ให้เหมาะสมเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่โต  แต่สามารถระบายน้ำได้ดี

เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา  ๕  ธันวาคม  ๒๕๔๖  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ  เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลและทรงมีพระราชดำรัส  แก่คณะผู้เข้าเฝ้าฯ  ดังนี้

 

“.....เรื่องวิธีปราบน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง...ที่เขื่อนเพชร  เขื่อนเพชรนั้นรับน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี  แล้วก็ยกระดับน้ำขึ้น  นี้เป็นวิชาการชลประทาน  ยกระดับน้ำขึ้นสำหรับดันให้เข้าไปในคลองส่งน้ำ......ในคลองซึ่งส่งไปที่ที่ทำการเพาะปลูก  แต่ตอนนี้น้ำมันมาก  ไอ้คลองนั้นนะจะต้องเป็นคลองระบายน้ำ..............ที่เพชรบุรีไม่มีคลองระบายน้ำและก็ไม่มีประตูควบคุมน้ำ  ประตูกั้นน้ำทั้งนั้นก็เลยทำให้วุ่นวาย.....”

 

                                เมื่อวันที่  ๓๐  เมษายน  ๒๕๔๗  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานพระราชดำริแก่  นายสามารถ  โชคคณาพิทักษ์  อธิบดีกรมชลประทาน  และผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ดังนี้

๑.๑      เนื่องจากพื้นที่ตั้งจังหวัดเพชรบุรี  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  จนจรดจังหวัดชุมพร  มีปริมาณน้ำในลำห้วยต่าง  ๆ  จำนวนมากที่ไหลลงทะเล  ให้กรมชลประทานพิจารณาวางแผนสร้างแหล่งเก็บกักน้ำต่าง  ๆ  ตามความเหมาะสม  ไว้ใช้ประโยชน์ให้กับราษฎร  และเพิ่มช่องระบายน้ำผ่านถนนและคลองระบายน้ำ  เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยด่วนต่อไป

๑.๒    ให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแผนงานที่ได้ดำเนินการให้จังหวัดและราษฎรในพื้นที่เข้าใจ  และมีส่วนร่วมใน    กิจกรรมต่าง  ๆ  ให้มากยิ่งขึ้น

เมื่อวันเสาร์  ที่  ๒๒  พฤษภาคม  ๒๕๔๗  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีพระราชกระแสแก่  พลตรีพยงค์  สุขมา  ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ  สำนักพระราชวัง  ณ  พระราชวังไกลกังวล  เกี่ยวกับงานชลประทาน  ซึ่งพลตรีพยงค์  สุขมา  ได้โทรศัพท์แจ้งให้นายสามารถ  โชคคณาพิทักษ์  อธิบดีกรมชลประทาน  เมื่อวันที่  ๒๔  พฤษภาคม  ๒๕๔๗  เวลา  ๑๓.๑๕  น.  ดังนี้

๑.๑      ขณะนี้ย่างเข้าฤดูฝนแล้ว  พื้นที่ที่เกิดอุทกภัยอยู่เสมอ  ควรเฝ้าติดตามการบริหารและจัดการน้ำ  รวมทั้งเตรียมรับสถานการณ์ไว้ให้พร้อม

๑.๒    การแก้ไขปัญหาอุทกภัยบริเวณจังหวัดเพชรบุรี  ให้กรมชลประทานจัดทำแผนที่ทิศทางการไหลของน้ำ  พร้อมแผนการปรับคลองส่งน้ำให้เป็นคลองระบายน้ำด้วยซึ่งพิจารณาดำเนินการภายในเดือนมิถุนายน  ๒๕๔๗  ถวาย

๒. สภาพทั่วไป

จังหวัดเพชรบุรีตั้งอยู่ทางภาคกลางค่อนมาทางใต้  จัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางกลุ่มตะวันตก  อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ  ๑๒๐  กิโลเมตร  มีเนื้อที่ประมาณ  ๖,๒๒๕.๑๓๘  ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ  ๓,๘๙๐,๗๑๑  ไร่  แบ่งการปกครองเป็น  ๘  อำเภอ  ๙๓  ตำบล  ๖๘๔  หมู่บ้าน  ๑  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  ๑๑  เทศบาล  ๖๙  องค์การบริหารส่วนตำบล  และ  ๑๓  สภาตำบล  มีประชากรทั้งสิ้น  ๔๕๖,๒๓๓  คน  เป็นชาย  ๒๒๒,๙๗๕  คน  เป็นหญิง  ๒๓๓,๒๕๘  คน  (ข้อมูล  ณ  วันที่  ๓๑  ธันวาคม  ๒๕๔๒)  มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดเพชรบุรี  ปี  ๒๕๔๑  เท่ากับ ๒๒,๙๖๑  ล้านบาท  รายได้เฉลี่ยของประชากรเท่ากับ   ๕๓,๐๒๘  บาท/คน/ปี  เป็นลำดับที่  ๒๙  ของประเทศประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม

พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นที่ราบสูง  ทางทิศตะวันออกเป็นที่ราบลุ่มจรดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย  ทิศตะวันตกเป็นที่ราบสูงและเทือกเขา  ลักษณะภูมิประเทศแบ่งเป็น  ๓ เขต  คือ

-       เขตภูเขาและที่ราบสูงทางตะวันตก  อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเป็นบริเวณที่สูงชันที่สุดของจังหวัด  พื้นที่ถัดจากบริเวณนี้จะค่อย  ๆ  ลาดต่ำมาทางทิศตะวันออก  บริเวณนี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี  และแม่น้ำปราณบุรี

-       เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ  เป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัด  มีแม่น้ำเพชรบุรีซึ่งเป็นแม่น้ำสายสั้น  ๆ และลำธารหลายสาย  รวมทั้งมีเขื่อนแก่งกระจาน  ซึ่งเป็นแหล่งน้ำในระบบชลประทาน  เขตนี้ได้แก่  บริเวณบางส่วนของอำเภอเมืองเพชรบุรี  อำเภอท่ายาง  อำเภอชะอำ  อำเภอบ้านลาด  อำเภอบ้านแหลม  และอำเภอเขาย้อย

-       เขตที่ราบชายทะเล  อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัด  เป็นที่ราบติดกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทย  เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับทำการประมง  และเป็นแหล่งท่องเที่ยว  เขตนี้ได้แก่  บางส่วนของอำเภอเมืองเพชรบุรี  อำเภอบ้านแหลม  และอำเภอชะอำ

 

แหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดเพชรบุรี  มีดังนี้

·       แหล่งน้ำธรรมชาติ

                        ๑. แม่น้ำเพชรบุรี  แม่น้ำเพชรบุรีเป็นแม่น้ำสายหลักที่อยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรีตลอดทั้งสาย  มีต้นกำเนิดของแม่น้ำที่เทือกเขาตะนาวศรีทางด้านทิศตะวันตก  ไหลผ่านอำเภอแก่งกระจาน  อำเภอท่ายาง  อำเภอบ้านลาด  อำเภอเพชรบุรี  และไหลลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอบ้านแหลม  มีความยาวทั้งสิ้น  ๒๒๗  กิโลเมตร  ลำน้ำมีความลาดชันมากในตอนบนส่วนตอนล่างค่อนข้างราบ

                        ๒  แม่น้ำบางกลอย  ต้นน้ำอยู่ในเขตอำเภอหนองหญ้าปล้อง  ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเพชรบุรีที่ตำบลสองพี่น้อง  อำเภอแก่งกระจาน  ความยาวของลำน้ำประมาณ  ๖๐  กิโลเมตร

๓  ห้วยแม่ประโดน  ต้นกำเนิดจากเทือกเขาบริเวณเขตติดต่อระหว่างอำเภอปากท่อ  จังหวัดราชบุรี  กับอำเภอหนองหญ้าปล้อง  ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเพชรบุรีที่ตำบลแก่งกระจาน  อำเภอแก่งกระจาน  มีความยาวของลำน้ำประมาณ  ๕๕  กิโลเมตร

๔.  ห้วยแม่ประจันต์  ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาจังหวัดเพชรบุรี  ไหลผ่านอำเภอหนองหญ้าปล้อง  มารวมกับแม่น้ำเพชรบุรีที่บริเวณเหนือเขื่อนเพชร   ในเขตตำบลท่าคอย  อำเภอท่ายาง  มีความยาวของลำน้ำประมาณ  ๒๖  กิโลเมตร

๗.  ห้วยผาก  เกิดจากภูอ่างแก้วและภูน้ำหยดในเขตอำเภอแก่งกระจาน  ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเพชรบุรีบริเวณตำบลกลัดหลวง  อำเภอท่ายาง  มีความยาวประมาณ  ๓๒  กิโลเมตร

๘.  แม่น้ำบางตะบูน  เป็นสาขาของแม่น้ำเพชรบุรีเชื่อมจากแม่น้ำเพชรบุรีที่คลองบางครกซึ่งไหลขึ้นไปทางเหนือผ่านอำเภอบ้านแหลม  อำเภอเขาย้อย  และไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากอ่าวบางตะบูน

·       แหล่งน้ำชลประทาน  แหล่งน้ำชลประทานที่สำคัญดังนี้

๑. เขื่อนแก่งกระจาน  เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยสร้างเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำเพชรบุรี มีเนื้อที่ ๓๐,๐๐๐ ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้  ๗๑๐  ล้านลูกบาศก์เมตร

๒. เขื่อนเพชร ใช้แหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานจัดสรรน้ำสามารถจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรเป็นเนื้อที่ประมาณ ๔๖๘,๒๘๖  ไร่ 

การใช้ประโยชน์พื้นที่  จังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ทั้งหมด  ๓,๘๙๐,๗๑๑  ไร่  เป็นพื้นที่การเกษตร  ๘๓๕,๓๗๓  ไร่  คิดเป็นร้อยละ  ๒๑  ของพื้นที่ทั้งหมด  แบ่งเป็นพื้นที่ทำนา  ๔๕๑,๐๐๐  ไร่  พืชไร่  ๑๒๐,๒๔๗  ไร่  ไม้ผลยืนต้น  ๑๔๕,๓๘๕  ไร่  และพืชผักอื่น  ๆ  ๖๗,๐๐๐  ไร่  โดยพื้นที่เกษตรดังกล่าวเป็นพื้นที่ชลประทานที่รับน้ำชลประทานจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานซึ่งผันน้ำเข้าสู่เขื่อนเพชรเข้าระบบชลประทาน  จำนวน  ๔๖๘,๒๘๖  ไร่  และรับน้ำชลประทาน  ๑๑  แห่ง  เป็นพื้นที่  ๔,๙๘๐  ไร่  คิดเป็นพื้นที่ชลประทานทั้งหมดร้อยละ  ๑๒

 

๓ .สาเหตุการเกิดอุทกภัย

                                สาเหตุของอุทกภัยในจังหวัดเพชรบุรีจะเกิดจากอิทธิพลของพายุดีเพรสชั่น  พายุโซนร้อน หรือหย่อมความกดอากาศต่ำพัดผ่าน  ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน  มีปริมาณน้ำฝนสะสมในรอบ  ๕ -  ๗ วันมากกว่า  ๓๕๐  มิลลิเมตรขึ้นไป  ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำป่าไหลหลากจากแม่น้ำเพชรบุรี  ห้วยแม่ประจันต์ และห้วยผาก  ระดับน้ำและปริมาณน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเพิ่มสูงขึ้น  น้ำส่วนที่เกินกว่าที่แม่น้ำเพชรบุรีจะรับไว้ได้จะไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตรทั้งสองฝั่งตลอดจนพื้นที่ลุ่มบริเวณใกล้เคียง  หากปริมาณน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีที่ระบายน้ำจากเขื่อนเพชรมากกว่า  ๔๐๐ -  ๕๐๐  ลบ.ม./วินาทีขึ้นไปจะเกิดอุทกภัยขึ้นจากสถิติอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่ปี  พ.ศ.๒๕๓๐  ถึงปี  ๒๕๔๖  มีอุทกภัยเกิดขึ้นรวม  ๗ ครั้ง  คือเมื่อปี  พ.ศ.๒๕๓๑,  ๒๕๓๕,  ๒๕๓๘,  ๒๕๓๙,  ๒๕๔๐,  ๒๕๔๑  และ  ๒๕๔๒  โดยเกิดอุทกภัยหนักและ  รุนแรงมากในปี  ๒๕๓๙, ๒๕๔๐  และ  ๒๕๔๖  ปริมาณน้ำสูงสุดในแม่น้ำเพชรบุรีระบายผ่านเขื่อนเพชร  ๑,๒๕๐  ลบ.ม./วินาที  และ  ๑,๒๒๘  ลบ.ม./วินาที  และ  ๑,๔๓๐  ลบ.ม./ วินาที 

โครงการขุดลอกคลองระบายน้ำและคลองธรรมชาติ

โดยทหารช่าง  ปี 2547

 

 

 

 

 

คลองบางทะลุ (บริเวณบ้านคลองใหญ่)

 

คลองบางทะลุ (บริเวณบ้านหนองโพธิ์)

 

 

 

 

 

คลองระบายน้ำดี 18 (บริเวณบ้านบ่อหวาย)

 

คลองระบายน้ำดี 18 (บริเวณบ้านแหลมผักเบี้ย)

 

 

 

 

 

คลองระบายน้ำดี 9 (บ้านหนองจิก)

 

คลองระบายน้ำดี 9 (บริเวณบ้านหนองทราย)

 

ปัญหาการระบายน้ำเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอุทกภัยขึ้น      สาเหตุสำคัญมีดังนี้

 

๑.    แม่น้ำเพชรบุรีซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่รับน้ำและระบายน้ำจากลุ่มน้ำต่าง  ๆ  ลงสู่ทะเล  มีสภาพตื้นเขิน  ไม่เคยมีการขุดลอกมาเป็นเวลานาน  มีเศษซากไม้และวัชพืชกีดขวางทางน้ำ  บางช่วงถูกบุกรุกอย่างถาวรทำให้มีขนาดแคบลง  บางแห่งถูกเปลี่ยนสภาพเนื่องจากดูดทรายแล้วไม่มีการปรับแต่งให้กลับสู่สภาพเดิม  ทำให้แม่น้ำเพชรบุรีที่เคยระบายน้ำได้ประมาณ  ๕๐๐  ลบ.ม./วินาที  หรือ  ๔๓.๒๐  ล้าน  ลบ.ม./วัน  ปัจจุบันระบายน้ำได้ประมาณ  ๔๐๐  ลบ.ม./วินาที  หรือ  ๓๔.๕๖  ล้าน  ลบ.ม./วัน

๒.   คลองธรรมชาติสายต่าง  ๆ  ซึ่งเป็นทางระบายน้ำลงสู่ทะเลได้อีกทางหนึ่ง  มีขนาดเล็กและตื้นเขิน  บางแห่งถูกกลบถมจนหมดสภาพ  โดยเฉพาะคลองเชื่อมระหว่างประตูระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็มและทะเล  ตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมถึงอำเภอชะอำ  ถูกบุกรุกจำนวนมาก

๓.    ท่อลอดถนนเพชรเกษมบางแห่งมีขนาดเล็ก  ระบายน้ำได้ช้า  มีสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำบริเวณด้านหน้าและท้ายท่อระบายน้ำ  และสะพาน

๔.    ประตูระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็มบางแห่งระบายน้ำไม่ทันเนื่องจากบริเวณหน้าและท้ายท่อมีพื้นที่เป็นแนวปะทะน้ำ  ที่ดินถูกปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์

๕.    การก่อสร้างถนนของหน่วยงานต่าง  ๆ  บางแห่งทำทางระบายน้ำขนาดเล็ก  ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน

๖.    การขึ้นลงน้ำทะเลมีอิทธิพลต่อการระบายน้ำบริเวณพื้นที่ตอนล่างของจังหวัด  เนื่องจากพื้นดินมีระดับสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล  ในเวลาที่น้ำขึ้นน้ำทะเลหนุนให้น้ำตอนบนไหลลงสู่ทะเลได้ช้า  ซึ่งใน  ๒๔  ชั่วโมง  จะเกิดน้ำขึ้นน้ำลง  ๒  ครั้ง  ทำให้การระบายน้ำในแต่ละวันมีเวลาจำกัด

ในปี พ.ศ.๒๕๔๖                 เป็นปีที่มีน้ำท่วมไหลหลากมากที่สุด โดยเป็นเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนปลายฤดูมีการตกในอัตราสูง  และตกซ้ำในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ในรอบปีมีปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย  ๑,๐๖๖   มม.    เฉพาะในเดือนตุลาคมมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องกันเป็นปริมาณน้ำถึง ๔๗๑.๗   มม.   จากปริมาณเฉลี่ย   ๒๒๒  มม.   ทำให้มีน้ำไหลหลากในแม่น้ำ เป็นปริมาณมาก  ประจวบกับในปัจจุบันสภาพต้นไม้ทางต้นน้ำมีความหนาแน่นน้อยลงและน้ำไหลลงอย่างรวดเร็ว  ยากที่จะควบคุมได้

๔.   สภาพอุทกภัยในช่วงการเกิดอุทกภัย ปี ๒๕๔๖

 

สภาพน้ำฝนเหนือเขื่อนเพชร

ในช่วงแรก (๑๓-๑๗ ตุลาคม) มีฝนตกมากในพื้นที่ลุ่มน้ำแก่งกระจาน และลุ่มน้ำห้วยผาก ส่วนช่วงที่สอง (๒๒-๒๖ ตุลาคม) มีฝนตกมากในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันต์และลุ่มน้ำห้วยผาก ซึ่งทั้งสองช่วงมีฝนตกหนักเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำเหนือเขื่อนเพชร

 

ตารางที่ ๑  ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี  ช่วงเกิดอุทกภัยเดือนตุลาคม ๒๕๔๖

 

บริเวณ

ปริมาณฝน ๑๓-๑๗ ต.. (มม.)

ปริมาณฝน ๒๒-๒๖ ต.. (มม.)

ปริมาณฝนรวมเฉลี่ย

-๓๑ ต.. (มม.)

ฝน ๓ วัน

ฝน ๕ วัน

ฝน ๓ วัน

ฝน ๕ วัน

เหนือเขื่อนแก่งกระจาน

๑๙๖.

๒๗๔.

๙๔.

๑๑๙.

๓๙๓.

ห้วยผาก

๒๑๓.

๒๓๕.

๑๗๙.

๒๐๔.

๔๓๙.

ห้วยแม่ประจันต์

๑๔๖.

๑๕๓.๐

๒๖๕.๐

๒๙๕.

๔๗๑.

เขื่อนเพชร

๙๐.

๑๑๐.

๑๔๑.

๑๖๔.๐

๒๗๔.

อำเภอเมือง

๘๐.

๘๒.

๙๖.

๑๐๕.

๒๖๒.๐

หมายเหตุ          ปริมาณฝนตกเฉลี่ยเดือนตุลาคม  ๒๒๒  มม.

 

๕.  สรุปการเกิดปริมาณน้ำหลากของแต่ละลุ่มน้ำในช่วงเกิดอุทกภัย   เดือนตุลาคม   ๒๕๔๖

๕.๑               ปริมาณน้ำท่าแต่ละลุ่มน้ำในช่วงเกิดอุทกภัย  สรุปได้ดังนี้

                                                            วันที่ ๑๓ – ๑๗   ตุลาคม  ๒๕๔๖

- ปริมาณน้ำท่าจากลุ่มน้ำแก่งกระจาน                                              ๑๗๔.๘๒       ล้าน ลบ.ม.

- ปริมาณน้ำท่าจากลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันต์                                       ๔๘.๔๖        ล้าน ลบ.ม.

- ปริมาณน้ำท่าจากลุ่มน้ำห้วยผาก                                                         ๑๓๙.๘๙        ล้าน ลบ.ม.

- ปริมาณน้ำท่าท้ายเขื่อนเพชร                                                                    ๔๗.๙๑          ล้าน ลบ.ม.

                                                                                รวม                                                   ๔๑๑.๐๘     ล้าน ลบ.ม.

                                                                                                วันที่  ๒๒ – ๒๖  ตุลาคม  ๒๕๔๖

- ปริมาณน้ำท่าจากลุ่มน้ำแก่งกระจาน                                              ๑๓๒.๐๒        ล้าน ลบ.ม.

- ปริมาณน้ำท่าจากลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันต์                                   ๑๒๕.๑๒        ล้าน ลบ.ม.

- ปริมาณน้ำท่าจากลุ่มน้ำห้วยผาก                                                             ๙๗.๑๑          ล้าน ลบ.ม.

- ปริมาณน้ำท่าท้ายเขื่อนเพชร                                                                ๑๔๗.๒๕       ล้าน ลบ.ม.

                                                            รวม                                     ๕๐๑.๕๐   ล้าน ลบ.ม.

๕.๒       อัตราการไหลของน้ำจากลุ่มน้ำ ในช่วงเกิดอุทกภัย

                                                   วันที่ ๑๓ -๑๗  ตุลาคม  ๒๕๔๖

-       น้ำผ่านเขื่อนเพชรสูงสุดด้วยอัตราการไหล  ๑,๓๒๘   ลบ.ม./วินาที ที่เวลา ๐๓.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖

-       ระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานถึงเขื่อนเพชรใช้เวลา ๒๔ ชั่วโมง  ดังรูปที่ ๒  (ใช้ข้อมูล ๐๓.๐๐ น.ของวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ ) ของสถานีวัดน้ำ B.  น้ำยังไม่ล้นและปิดการระบายน้ำ  จึงไม่มีอัตราการไหลของน้ำ

-       ระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากลุ่มน้ำแม่ประจันต์ถึงเขื่อนเพชร  ใช้เวลา ๖  ชั่วโมง  ดังรูปที่ ๒ (ใช้ข้อมูลเวลา ๒๑.๐๐ น. ของวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖) ของสถานีวัดน้ำ B.                มีอัตราการไหล ๑๓๐        ลบ.ม./วินาที

-          ระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากลุ่มน้ำห้วยผาก   (ไม่สามารถวัดได้) + Side Flow

                               มีอัตราการไหล       ๑,๑๙๘            ลบ.ม./วินาที

วันที่ ๒๒ - ๒๖  ตุลาคม  ๒๕๔๖

-       น้ำผ่านเขื่อนเพชรสูงสุดด้วยอัตราการไหล  ๑,๔๓๐ ลบ.ม./วินาที  ที่เวลา ๑๗.๐๐ น.  ของวันที่  ๒๕  ตุลาคม  ๒๕๔๖

-       ระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานถึงเขื่อนเพชรใช้เวลา ๒๔ ชั่วโมง  ดังรูปที่ ๒  (ใช้ข้อมูล ๑๗.๐๐ น.ของวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๖ )   อัตราการไหล          ๑๒๕                 ลบ.ม./วินาที

-       ระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากลุ่มน้ำแม่ประจันต์ถึงเขื่อนเพชร  ใช้เวลา ๖   ชั่วโมง  ดังรูปที่ ๒ (ใช้ข้อมูลเวลา ๑๑.๐๐ น. ของวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๖)    อัตราการไหล                       ๗๓๓       ลบ.ม./วินาที

-       ระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากลุ่มน้ำห้วยผาก   (ไม่สามารถวัดได้) + Side Flow   มีอัตราการไหล                                                                                 ๕๗๒              ลบ.ม./วินาที

 

หมายเหตุ             ข้อมูลที่นำมาใช้อยู่ในรายละเอียดเอกสารประกอบ

 

 

๖.  สภาพอุทกภัย

 

                                จากเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐ มีปริมาณน้ำฝนทั้งจังหวัดประมาณ ๘,๐๙๐ ล้าน ลบ.ม. และ ๖,๑๒๙ ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ในระยะแรกน้ำประมาณร้อยละ ๗๐ จะไหลซึมลงดินบางส่วนดินอุ้มไว้ บางส่วนขังอยู่ตามห้วย หนอง คลอง บึง ตลอดจนแหล่งเก็บน้ำอื่น ๆ น้ำอีกร้อยละ ๓๐ ที่เหลือจะไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มและบางส่วนไหลลงสู่ทะเล  ในระยะน้ำส่วนเกิดจากบริเวณลุ่มน้ำตอนบนยังไหลมาไม่ถึง  บริเวณลุ่มน้ำตอนบนตั้งแต่เหนือเขื่อนเพชรขึ้นไปมีลุ่มน้ำสำคัญคือ แม่น้ำเพชรบุรี  ห้วยแม่ประจันต์ และห้วยผาก มีพื้นที่รับน้ำประมาณ ๓,๗๐๐ ล้าน ลบ.ม. น้ำประมาณร้อยละ ๗๐ หรือ ๒,๕๙๐ ล้าน ลบ.ม. จะซึมลงดินและขังตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ตลอดจนที่ชลประทานกักเก็บไว้ ส่วนอีกร้อยละ ๓๐ หรือประมาณ ๑,๑๑๐ ล้าน ลบ.ม. จะไหลลงทะเลโดยมีแม่น้ำเพชรบุรีเป็นแม่น้ำสายหลักที่จะรับน้ำส่วนนี้ลงสู่ทะเล  น้ำจำนวนนี้เป็นน้ำที่ก่อให้เกิดวิกฤตน้ำมาก  พื้นที่ตอนล่างลุ่มน้ำตั้งแต่บริเวณใต้เขื่อนเพชรลงไปอยู่ในสภาพอิ่มตัวไม่สามารถรับน้ำได้อีกบริเวณดังกล่าวจึงเกิดวิกฤตน้ำมาก ทันทีที่น้ำเหนือลงมาถึง (แผนภูมิแสดงการไหลของน้ำในช่วงอุทกภัยปรากฏในภาคผนวก)

 

                                การเกิดอุทกภัยในลุ่มน้ำเพชรบุรีโดยทั่วไปจะเกิดในที่ราบลุ่มตั้งแต่ท้ายเขื่อนเพชรลงไป  ตั้งแต่พื้นที่อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอบ้านแหลมบางส่วน อำเภอเขาย้อย และบริเวณตอนบนของเขื่อนเพชรในเขตอำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน และอำเภอชะอำ ลุ่มน้ำตอนบนเป็นพื้นที่สูงค่อนข้างลาดชันเมื่อเกิดอุทกภัยกระแสน้ำจะค่อนข้างแรงไหลเข้าท่วมพื้นที่ ระยะเวลาที่น้ำท่วมจะไม่นานประมาณ ๒-๓ วัน น้ำก็จะลด ส่วนบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่างโดยเฉพาะเขตอำเภอเมืองเพชรบุรี  และอำเภอบ้านแหลม  สภาพพื้นที่เป็นที่ราบ ความลาดชันน้อย เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำจะท่วมขังอยู่หลายวัน น้ำระบายออกจากพื้นที่ได้ช้าเพราะระดับน้ำในพื้นที่กับระดับน้ำทะเลมีระดับใกล้เคียงกันในเวลาน้ำขึ้น

                ความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัยในแต่ละครั้งที่ผ่านมา  ความเสียหายที่เกิดขึ้นสรุปได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

                                ลักษณะที่ ๑           เกิดจากกระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงพัดพาพืชผลการเกษตรบริเวณริมฝั่งน้ำทั้งสองฝั่ง ตลอดจนบ้านเรือนราษฎร เส้นทางคมนาคมสัตว์เลี้ยงและอาคารชลประทาน ความเสียหายลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด อำเภอชะอำ และอำเภอเขาย้อย

                                ลักษณะที่ ๒         เกิดจากน้ำท่วมขังในพื้นที่เป็นเวลาหลายวันไม่สามารถระบายน้ำออกได้ทัน  พืชผลทางการเกษตรเสียหายโดยสิ้นเชิง ความเสียหายลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอบ้านแหลม และพื้นที่อำเภอเขาย้อยบางส่วน

 

๗.  สรุปความเสียหาย

                                สถานการณ์ความเสียหายจากอุทกภัยในปี ๒๕๔๖  ระหว่างวันที่  ๑๖ – ๓๑  ตุลาคม สรุปความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นได้ดังนี้

๑.    อำเภอท่ายาง                         น้ำท่วม                   ๒๐,๘๗๑              ไร่                           เสียหาย                  ๑๕,๘๙๕      ไร่

๒.   อำเภอชะอำ                          น้ำท่วม                     ๘,๕๖๕               ไร่                          เสียหาย                    ๓,๘๘๐      ไร่

๓.   อำเภอบ้านลาด                     น้ำท่วม                   ๓๐,๗๔๖              ไร่                           เสียหาย                  ๒๙,๔๐๗      ไร่

๔.   อำเภอเมือง                           น้ำท่วม                   ๖๓,๘๗๐              ไร่                           เสียหาย                  ๖๐,๑๕๘      ไร่

     ๕.   อำเภอบ้านแหลม             น้ำท่วม                   ๑๒,๐๗๗              ไร่                               เสียหาย                  ๑๒,๐๗๗      ไร่

     ๖.     อำเภอเขาย้อย                       น้ำท่วม                        ๖๙๘                 ไร่                           เสียหาย                     ๖๙๘                      ไร่

รวมพื้นที่น้ำท่วม                                                ๑๓๖,๘๒๗           ไร่                            เสียหาย             ๑๒๒,๑๕๕           

  

8. กรมชลประทานได้สนองตามแนวทางพระราชดำริ

โดยดำเนินงานตามแผนงานป้องกันและบรรเทาอุทกภัยจังหวัดเพชรบุรี  ปี 2547 ดังนี้

1.      แผนงานขุดลอกคลองโดยรถขุดกรมชลประทาน

1.1  ขุดลอกคลองระบายน้ำดี 14, ดี 19, ดี 27  และดี 3

1.2  ขุดลอกบ่อยืมดินคลองส่งน้ำสายต่าง ๆ จำนวน 4 สาย

2.      แผนงานขุดลอกคลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

2.1  ขุดลอกบ่อยืมดินคลองส่งน้ำ

2.2 ขุดลอกบ่อยืมคันกั้นน้ำเค็ม เป็นช่วง ๆ ให้สามารถชักน้ำลงคลองระบายน้ำ และประตูระบายน้ำเพื่อเชื่อมต่อกัน

2.3  ขุดลอกแม่น้ำเพชรบุรี ท้ายเขื่อนเพชรและท้ายเขื่อนแก่งกระจาน รวม 1 กิโลเมตร

3.   แผนงานขุดลอกคลองระบายน้ำและคลองธรรมชาติ โดยกรมชลประทานสำรวจออกแบบและทหารช่างดำเนินการ

3.1  ขุดลอกคลองระบายน้ำดี 9  และดี 18

3.2  ขุดลอกคลองธรรมชาติคลองบางทะลุและคลองท่าแร้ง

3.3  ขุดลอกคลองระบายน้ำนอกคันกั้นน้ำเค็มปลายคลองระบายน้ำดี 23  และดี 26

4.   แผนงานทำทางระบายน้ำล้นคันคลองส่งน้ำ โดยคลองชลประทานทำหน้าที่เป็นคลองระบายน้ำ ผันน้ำผ่านทางระบายน้ำล้นทิ้งลงคลองระบายน้ำหรือคลองธรรมชาติโดยตรง  หรือให้น้ำป่าไหลบ่าผ่านคลองชลประทาน

4.1 จัดทำทางระบายน้ำล้นบนหลังคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ 1, คลองส่งน้ำสายใหญ่ 2 และคลองส่งน้ำ 1 ขวา-สายใหญ่ฝั่งซ้าย จำนวน 3 แห่ง

4.2 จัดทำทางระบายน้ำล้นให้น้ำไหลบ่าผ่านคลองส่งน้ำสาย 1 ซ้าย-สายใหญ่ 3  จำนวน 2  แห่ง และผันน้ำจากคลองส่งน้ำ 1 ซ้าย-สายใหญ่ 3 ลงทุ่งท่ากระเทียม  จำนวน 1 แห่ง

4.3 ทำทางระบายน้ำล้นบนคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย  จำนวน 2 แห่ง และบนหลังคันคลองส่งน้ำสาย 1 ขวา-สายใหญ่ฝั่งซ้าย  จำนวน 2 แห่ง

4.4  ทำทางระบายน้ำล้นบนคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ 3  จำนวน 4 แห่ง

ระยะยาว

1  การผันน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี – เวนคืนที่ดินและขุดขยาย

-          เหนือเขื่อนเพชร – ห้วยยาง/ห้วยปราโมทย์ต่อเนื่องจากคลองระบายน้ำดี 1

-          ท้ายเขื่อนเพชร – คลองระบายน้ำดี 9 และคลองระบายน้ำดี 18

2 การบริหารจัดการน้ำหลาก – กำหนดพื้นที่น้ำหลาก และเร่งระบายพร้อมทั้งชดเชยความเสียหายตามความเหมาะสม  ได้แก่ ปลายคลองระบายน้ำดี 1, คลองระบายน้ำดี 9 และคลองระบายน้ำดี 18

3  ขุดลอกแม่น้ำเพชรบุรีตั้งแต่ท้ายเขื่อนเพชรไปจนถึงอำเภอบ้านแหลม

4  ขุดคลองลัดชักน้ำลงคลองระบายน้ำดี 18

-                    คลองระบายน้ำสายบ้านสมอพลือ-ห้วยเสือ ลงคลองระบายน้ำดี 18 อัตรา 100 ลบ.ม./วินาที

-          คลองระบายน้ำห้วยกะลาตาย ลงคลองระบายน้ำดี 18 อัตรา 50 ลบ.ม./วินาที

-          คลองระบายน้ำวัดท่ากะเทียม ลงคลองระบายน้ำดี 18 อัตรา 100 ลบ.ม./วินาที

 

 

5  ขุดคลองลัดชักน้ำลงคลองระบายน้ำดี 9

- คลองระบายน้ำวัดท่าขาม-บ้านท่าต้นโพธิ์ ลงคลองระบายน้ำดี 9 อัตรา 20 ลบ.ม./วินาที

6  ขยายคลองส่งน้ำ 1 ขวา-สายใหญ่ 3 อัตรา 20 ลบ.ม./วินาที

7  ขยายคลองส่งน้ำ 1 ซ้าย-สายใหญ่ 1 อัตรา 10 ลบ.ม./วินาที

8  พิจารณาปรับปรุงเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน

9  เร่งรัดการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ และอ่างเก็บน้ำห้วยผาก

กล่องข้อความ: D.1
กล่องข้อความ: D.18
กล่องข้อความ: D.9
กล่องข้อความ: ห้วยยาง

รูปที่ 16 การผันน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี-เวนคืนที่ดินและขุดขยายคลองระบาย 3 คลอง

9. การเตรียมความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในปี 2547

 

    1    จัดตั้งศูนย์และบรรเทาอุทกภัย เพื่อประสานงานและบริหารจัดการระบายน้ำ ติดต่อประสานงานส่วนราชการต่าง ๆ ตลอดจนติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจาก Internet และกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในการพยากรณ์แนวโน้มฝน เมื่อมีพายุจรพัดผ่าน

    2    ใช้อาคารระบายน้ำบนคันกั้นน้ำเค็ม เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลทางประตูระบายน้ำของชลประทาน จำนวน 46 แห่ง  และประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ที่ก่อสร้างใหม่ในปีงบประมาณ 2547 จำนวน 10 แห่ง โดยการแบ่งพื้นที่การระบายน้ำความยาวคันกั้นน้ำเค็มเป็นส่วน ๆ และขุดลอกบ่อยืมเชื่อมคลองระบายน้ำที่บริเวณคันกั้นน้ำเค็มทั้งหมด

    3    การระบายน้ำในพื้นที่ก่อนถึงประตูระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็ม จะระบายน้ำโดยที่น้ำในแม่น้ำเพชรบุรีสูงจนล้นตลิ่ง โดยลดระดับคันคลองชลประทานให้น้ำผ่านออก

    4        ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งการระบายน้ำในพื้นที่รวมทั้งน้ำทะเลหนุน

    5    ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ  จากปลายแม่น้ำเพชรบุรี และคลองบางครก  และจุดเหนือลำน้ำที่เหมาะสม  เพื่อผลักดันน้ำในลำน้ำเพชรบุรีทั้งระบบออกทะเล

    6    ในกรณีที่การระบายน้ำไม่สะดวกจัดเตรียมรถขุดชนิดบูมยาวสำรองไว้ในพื้นที่เพื่อขุดลอก และขุดเจาะ และกำจัดวัชพืชที่อาจกีดขวาทางระบายน้ำ

7        พิจารณาเคลื่อนย้ายติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขังภายหลังน้ำลด

      8    จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเครื่องจักรกล ที่อำเภอบ้านแหลม เพื่อบริหารจัดการประสานงานเครื่องจักรที่ติดตั้ง และสำรองไว้ตลอดจนจัดการประตูระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็มตลอดสาย

9        ขุดลอกแม่น้ำเพชรบุรีในส่วนที่เป็นเกาะแก่งหรือตื้นเขิน ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเพชรจรดปากอ่าว

10    การบริหารจัดการประตูระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็มช่วงอุทกภัย

10.1    ประสานงานกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ประจำอาคารทุกแห่ง เพื่อทำการระบายน้ำออกสู่ทะเล ภายใต้การดูแลของชลประทาน

10.2       เฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

 

 

ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ (งบพระราชทาน)

สร้างปี พ.ศ. 2547

 

 

 

 

 

ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ 4 (คลองสำพุด)

 

ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ 5 (คลองน้ำเชี่ยว)

 

 

 

 

ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ 6 (หน้าอ.บ้านแหลม)

 

ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ 7 (คลองบางขุนไทร)

 

 

 

 

 

ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์  9  ( D.23)

 

ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ 10  (D.18)

 

 

โครงการขุดลอกคลองระบายน้ำและคลองธรรมชาติ

โดยกรมชลประทาน ปี 2547

 

 

 

 

 

คลองระบายน้ำดี 3

 

คลองระบายน้ำดี 27

 

 

 

 

บ่อยืมคลองส่งน้ำ 8 ขวา-1 ซ้าย-สายใหญ่ 3

 

คลองบางทะลุ

 

 

 

 

 

ขุดลอกแม่น้ำเพชรบุรี (ท้ายเขื่อนเพชร)

 

บ่อยืมคลองส่งน้ำ 1 ซ้าย-สายใหญ่ 3

 

คลองระบายน้ำและคลองธรรมชาติที่ระบายน้ำออกสู่ทะเล   ในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี  มีคลองระบายน้ำอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี  ใช้ระบายน้ำฝนที่ตกในพื้นที่เกษตรกรรม  ที่เกินความต้องการใช้  ส่วนใหญ่ใช้คลองธรรมชาติมาปรับปรุงให้ระบายน้ำได้สะดวก

 

 

 

 

ตารางที่ ศักยภาพคลองระบายน้ำและคลองธรรมชาติสายที่ระบายออกสู่ทะเล

ลำดับที่

ชื่อคลองระบายน้ำ

ความสามารถระบายน้ำของคลอง ระบายน้ำ

(ลบ../วินาที)

1

คลองระบายน้ำ D.1

7.78

2

คลองระบายน้ำ D.3

15.70

3

คลองระบายน้ำ D.8

7.00

4

คลองระบายน้ำ D.9

58.00

5

คลองระบายน้ำ D.14

8.85

6

คลองระบายน้ำ D.19

6.27

7

คลองระบายน้ำ D.18

176.00

8

คลองบางทะลุ

34.50

9

คลองระบายน้ำ D.23

5.59

10

คลองระบายน้ำ D.25

5.89

11

คลองระบายน้ำ D.26

8.41

12

คลองมอญ (คลองท่าแร้ง)

81.00

13

คลองศีรษะคาม

10.00

14

แม่น้ำเพชรบุรี

150.00

15

คลองบางครก

50.00

16

คลองน้ำเชี่ยว

40.00

 

รวม

665.00

       

 

ตามแนวคันกั้นน้ำเค็มตลอดพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี คันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 เริ่มต้น  ตั้งแต่ทางรถไฟ สถานีรถไฟบ้านน้อย อำเภอเขาย้อย  เลาะมาตามชายฝั่งทะเลอ่าวไทยผ่านคลองบางสามแพรกคลองบางครก และอำเภอบ้านแหลมจรดถนนหาดเจ้าสำราญ (ทางหลวงหมายเลข 3177) รวมความยาว 59.133 กม. ส่วนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์2 ต่อจากคันกั้นน้ำเค็มเบอร์1 ที่ถนนหาดเจ้าสำราญลัดเลาะไปตามริมทะเลด้านอ่าวไทยต่อไปทางทิศใต้จรดบริเวณคลองโรงปูนซีเมนต์ ความยาว 23.640 กม. รวมความยาวของคันกั้นน้ำเค็มทั้งสิ้น 82.773 กม. มีประตูระบายน้ำที่ปลายคลองคันกั้นน้ำเค็ม  จำนวน 71 จุด

 

หน้าแรก