การเพาะเลี้ยงกบ

ชนิดของกบที่นำมาเพาะเลี้ยง

                มี 2 ชนิด ได้แก่ กบนา  เป็นกบพื้นเมืองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Hoplobatrachus  rugulosa และ        กบบูลฟร็อก ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Rana catesbeiana
                กบนาหรือกบพื้นเมือง  พบอาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติของ     ทุกภาคในประเทศไทย  ลักษณะผิวด้านหลังมีสีน้ำตาลจุดดำ  ผิวหนังขรุขระมีรอยย่น  ที่ริมฝีปากมีแถบดำ  ใต้คางมีจุดดำ  หรือแถบลายดำ  เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนัก  200 – 400 กรัม
                กบนาตัวเมีย  มีขนาดโตกว่าตัวผู้  ตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์ท้องจะมีลักษณะอูมเคลื่อนไหวช้าและข้างลำตัวจะมีตุ่มเมื่อคลำดูมีลักษณะ สากมือ  ตุ่มที่ด้านข้างลำตัวแสดงถึงความพร้อมของตัวเมีย
กบนาตัวผู้  มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย  มีน้ำหนัก 150 – 250 กรัม  เมื่อโตเต็มที่และพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะมองเห็นถุงเสียง  (vocal sac) เป็นรอยย่นสีดำที่ใต้คาง  ถุงเสียงเกิดจากการที่กบนาตัวผู้ส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์  ตัวผู้พร้อมที่จะผสมพันธุ์ในช่วงนี้ลำตัวจะมีสีเหลือง    นิ้วเท้าด้านหน้าจะมีตุ่มที่ขยายใหญ่ขึ้น มองเห็นได้ชัดเจน  ตุ่มมีประโยชน์ในการใช้เกาะตัวเมียและตุ่มนี้จะหายไปในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ 

กบบูลฟร็อกหรือกบกระทิง  กบบูลฟร็อก มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ  ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อประมาณ  15  ปีที่ผ่านมา  ลักษณะลำตัวด้านหลังมีสีเขียวปนน้ำตาล  และมีจุดประทั่วลำตัว  ทีขามีลายพาดขวาง ผิวมีลักษณะเรียบลื่นกว่ากบนา

กบบูลฟร็อกตัวผู้  มีวงหูขนาดใหญ่กว่าตา  ตัวผู้ที่โตเต็มที่มีขนาดตั้งแต่ 300-  400  กรัม บริเวณใต้คางจะมีสีเหลืองอมเขียวและมีลักษณะพองอูมเมื่อส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียนิ้วเท้าขาหน้าด้านในมีขนาดใหญ่และมีตุ่มตัวผู้ที่มีความพร้อมในการผสมพันธุ์มีอายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป

กบบูลฟร็อกตัวเมีย จะมีวงหูขนาดเล็กกว่าตา  เมื่อโตเต็มที่มีขนาดตั้งแต่ 300 – 450  กรัม บริเวณใต้คางจะมีสีขาว  ลักษณะท้องพองอูม  ตัวเมียที่มีความพร้อมในการผสมพันธุ์มีอายุตั้งแต่  12– 16 เดือนขึ้นไป

ลักษณะบ่อเลี้ยง

                บ่อเลี้ยงกบนาสามารถทำได้หลายแบบได้แก่  บ่อซีเมนต์ลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า  2.0x2.5x1.2  เมตร  ถึง  3.0x4.0x1.0 เมตร ขอบบ่อสูง 1 เมตร  พื้นที่บ่อมีลักษณะขัดเรียบมีทางระบายน้ำออกและควรมีหลังคาคลุมด้วยแสลน  เพื่อป้องกันแดดที่ร้อนจัดเกินไป  และมีพลาสติกใสใช้ป้องกันฝนที่ตกลงในบริเวณบ่อ  ในช่วงฤดูฝนและพลาสคติกใสนี้ยังสามารถใช้คลุมบ่อเลี้ยงในช่วงฤดูหนาว ในขณะที่พ่อแม่พันธ์พักตัวได้เช่นเดียวกัน    นอกจากนิยมเลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์แล้วยังสามารถเลี้ยงกบนาได้ในบ่อดินแบบชั่วคราวหรือเลี้ยงในกระชัง  หรือถังซีเมนต์กลมที่มี            เส้นผ่า ศูนย์กลาง 1.5 เมตร สูง 1 เมตร กบบูลฟร็อกสามารถเลี้ยงได้ดีในบ่อเลี้ยงเช่นเดียวกับการเลี้ยงกบนา

ฤดูขยายพันธุ์

                กบนาสามารถขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนกันยายน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการและความพร้อมของพ่อแม่พันธุ์  กบบูลฟร็อก  ขยายพันธุ์ได้แต่ปลายกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนกันยายนเช่นกัน  การขยายพันธุ์สามารถทำได้ทั้งโดยวิธีธรรมชาติและการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ฉีดกระตุ้น

การผสมโดยวิธีธรรมชาติ  พ่อแม่พันธุ์ควรมีอายุครบ 1 ปี  ให้สังเกตุความพร้อมจากลักษณะที่กล่าวไว้ในข้างต้น  บ่อขยายพันธุ์สามารถใช้บ่อเลี้ยงทำการขยายพันธุ์โดยการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ในอัตรา 1 คู่ ต่อ  1 ตารางเมตร  พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์จะจับคู่และวางไข่ในอัตราวางไข่  1,500 – 3,000 ฟอง  ต่อครั้ง ระยะการฟักไข่กลายเป็นลูกอ๊อดใช้เวลา 24 – 36 ชั่วโมง  ลูกอ๊อดพัฒนาไปเป็นลูกกบใช้เวลา 28 – 45 วัน

การผสมโดยการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ทำได้โดยการเตรียมบ่อและพ่อแม่พันธุ์โดยวิธีเดียวกัน  จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์มาฉีดกระตุ้นฮอร์โมนสังเคราะห์

อัตราการเลี้ยงและการอนุบาล
ลูกอ๊อดเลี้ยงในอัตรา 1,000 –1, 500 ตัว/ตารางเมตร ลูกกบเล็ก 200 – 300 ตัว/ตารางเมตร      กบรุ่น  100-120 ตัว/ตารางเมตร  กบพ่อแม่พันธุ์ 50 – 80 ตัว/ตารางเมตร

อาหารที่ใช้เลี้ยง

                แบ่งออกเป็นอาหารสำเร็จรูปและอาหารจากธรรมชาติ  อาหารสำเร็จรูป  ได้แก่  อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาดุก  เริ่มต้นจากอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาดุกวัยอ่อนชนิดเม็ดเล็กพิเศษ  อาหารเลี้ยงปลาดุกรุ่นสำหรับกบเล็กไปจนถึงอาหารเลี้ยงปลาดุกใหญ่  สำหรับกบเนื้อและพ่อแม่พันธุ์  ส่วนอาหารจากธรรมชาติสามารถใช้เป็นอาหารเสริมโปรตีนจะลดต้นทุนในการผลิตแต่การเลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติจำเป็นจะต้องฝึกให้ลูกกบกินอาหารสำเร็จรูปก่อนมิฉะนั้นกบจะไม่กินอาหารสำเร็จ  ถ้าในกรณีที่ไม่มีอาหารจากธรรมชาติอาหารธรรมชาติเหล่านี้ประกอบด้วย  ปลวก  ไส้เดือน  ไรแดงและแมลง  เป็นต้น

โรคและศัตรู

                โรคทั่วไปและระบาดที่พบในกบทั้งสองชนิดเกิดจากแบคทีเรียที่มากับน้ำ  ได้แก่โรค      ขาแดงหรือบวมน้ำ  แผลที่เกิดจากเชื้อรา  และโรคหางขาวในลูกอ๊อดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง เช่น ในช่วงมีฝนตกหนักมีการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิอย่างฉับพลัน น้ำที่ใช้เลี้ยงสกปรก  และในกรณีที่มีน้ำหลาก  เลี้ยงในปริมาณที่หนาแน่นเกินไป  หรืออาหารที่ใช้เลี้ยงไม่เหมาะสมทำให้กบเกิดอาการเครียด

การป้องกันรักษา

                ทำความสะอาดบ่อฆ่าเชื้อโรคและพักบ่อโดยการตากแดดเป็นครั้งคราว  ใช้ปูนขาว       ฟอร์มาลีน 10 % หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดพื้นบ่อ  และใช้ด่างทับทิมผสมในน้ำที่ใช้เลี้ยงกบเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่มากับน้ำในบ่อเลี้ยงลูกอ๊อดและกบระยะต่าง ๆ ปรับสภาพน้ำโดยการใช้คลอรีนผงชนิดเจือจางในน้ำที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์  หรือใช้ยาปฏิชีวนะ ยาซัลฟารักษาโรคติดเชื้อเป็นครั้งคราว และวิตามินเสริมฟร็อก 100 หรือ ฟร็อก 200 เป็นต้น

  

กบบูลฟร๊อกหรือกบกระทิง  


   
กบนา