ข่าวสถานการณ์น้ำกรมชลประทาน

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำกรมชลประทาน   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โทร.สายด่วน 1460 / E- mail : wmsc.1460@gmail.com / http://water.rid.go.th/wmsc

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แนวทางการระบายน้ำของกรมชลประทาน และแนวโน้มสถานการณ์น้ำ

           วันนี้(31 ต.ค. 54)เวลา 10.00 น. ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยส่วนอุทกวิทยา สำนักอุทกวิทยาและบริหารน้ำกรมชลประทาน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “10.00 น. Springnews Update” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง Spring News ในประเด็นเกี่ยวกับ “แนวทางการระบายน้ำของกรมชลประทาน” ว่า สภาพน้ำในเขื่อนต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และได้มีการลดการระบายน้ำลงอย่างต่อเนื่อง สภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา ระดับน้ำลดลงสู่ตลิ่งแทบจะทุกจุดแล้ว ยกเว้นที่อ.บางไทร ที่ยังมีระดับน้ำสูงอยู่

           ส่วนน้ำที่ไหลหลากในทุ่ง ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งในฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอยู่ในขณะนี้ นั้น ในด้านฝั่งตะวันออก น้ำได้ไหลหลากจากคลองระพีพัฒน์แยกตก คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ไล่ลงมาจนถึงคลองหกวาสายล่าง ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำบริเวณเหนือคลองระพีพัฒน์แยกตก อยู่ในระดับทรงตัวกับลดลง ส่วนที่บริเวณคลองหกวาสายล่างปริมาณน้ำยังคงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งได้มีการสูบน้ำระบายออกจากคลองอย่างต่อเนื่อง คาดว่าหลังจากน้ำทะเลหนุนสูงในปัจจุบันไปจนถึงวันที่ 3 พ.ย. 54 ปริมาณน้ำจะทรงตัวและจะลดลงเป็นลำดับในระยะต่อไป

           สำหรับในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ที่มีปัญหาน้ำท่วมในเขตบางกอกน้อย บางพลัด นั้น น้ำที่ท่วมเป็นน้ำที่มาจากพื้นที่บางบัวทอง และคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ เนื่องจากระดับน้ำจะสูงขึ้นตามช่วงจังหวะน้ำทะเลหนุน คาดว่าหลังจากวันที่ 3 พ.ย. 54 การระบายน้ำจะเป็นไปด้วยดี เนื่องจากมีการใช้เครื่องสูบน้ำ ช่วยสูบระบายน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีน รวมทั้ง การระบายน้ำผ่านทางคลองทวีวัฒนา ออกสู่คลองภาษีเจริญ  โดยภาพรวมแล้ว คาดว่าหลังวันที่ 3 พ.ย. เป็นต้นไป สถานการณ์น้ำท่วมทั้งสองฝั่งของกรุงเทพมหานคร ปริมาณน้ำจะเริ่มลดลง

           ในส่วนของปริมาณน้ำเหนือที่ยังท่วมขังอยู่ทางตอนบนของภาคกลาง คิดเป็นปริมาณน้ำที่ท่วมขังอยู่ในทุ่งประมาณร้อยละ 30 – 45 ของมวลน้ำทั้งหมด ส่วนอีกประมาณร้อยละ 30 จะเป็นน้ำที่อยู่ในลำน้ำต่างๆ ซึ่งปริมาณน้ำเหล่านี้ไม่ได้ไหลลงมาเป็นทัพใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวลกัน แต่จะค่อยๆทยอยไหลลงมาเป็นระลอกๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน กรมชลประทาน จะได้เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลในช่วงที่น้ำทะเลหนุนต่ำให้ได้มากที่สุด โดยการเพิ่มเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ ในจุดที่จะสามารถระบายน้ำได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างมากก็คือ ความมั่นคงแข็งแรงของคันกั้นน้ำต่างๆ เพราะจะเห็นได้ว่าน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่น้ำล้นคันกั้นน้ำที่ทำไว้ แต่เป็นน้ำที่ไหลเข้ามาจากเหตุการณ์การพังทลายของคันกั้นน้ำ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม

           อนึ่ง การระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกลงสู่แม่น้ำท่าจีน นั้น แม้การระบายน้ำจะทำได้น้อยกว่าฝั่งตะวันออก แต่ก็ได้มีการเร่งสูบระบายน้ำ โดยการใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงการระบายน้ำจะดีขึ้นโดยลำดับในระยะต่อๆไป ส่วนในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำคลอง 8 – คลอง 12  และระบายน้ำผ่านไปยังคลอง 13 และคลอง 14 พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำของพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้สามารถระบายน้ำได้มากขึ้น

           ทั้งนี้ หากประเมินสถานการณ์น้ำในภาพรวมทั้งประเทศ คาดว่าสถานการณ์น้ำจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ส่วนน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุดต่อไป

 

**********************************

31  ตุลาคม  2554