เรื่องเล่าข่าวชลประทาน

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โทร.สายด่วน 1460 / E-mail : wmsc.1460@gmail.com / http://water.rid.go.th/wmsc

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“1 ทศวรรษ บันทึกแห่งกาลเวลา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” พระมหากรุณาธิคุณ ที่คนไทยไม่เคยลืมเลือน

แม้จะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่หลายคนที่ได้ดูการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ยังคงจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี วันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เมื่อวันที่  25 พฤศจิกายน 2542  ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อเขื่อนแห่งนี้ว่า  “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์”   แปลว่า  “เขื่อนเก็บกักน้ำที่มีประสิทธิภาพ”

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...โครงการที่คิดจะทำนี้ บอกได้ไม่กล้าพูดมาหลายปี เพราะเดี๋ยวนี้จะมีที่คัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญ จากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่ทำได้ และอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ แม้จะเสียค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย แต่ถ้าเดี๋ยวนี้ดำเนินการไปเดี๋ยวนี้ อีก 5-6 ปีข้างหน้าเราสบาย แต่ถ้าไม่ทำอีก 5-6 ปีข้างหน้า ราคาค่าสร้าง ค่าดำเนินการก็จะขึ้นไป 2 หรือ 3 เท่า ลงท้ายก็ต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปไม่ได้ทำ เราก็ต้องอดน้ำแน่ จะกลายเป็นทะเลทราย และเราก็จะอพยพไปไหนไม่ได้ โครงการนี้คือ สร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง แห่งหนึ่ง คือ ที่แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งหนึ่งที่แม่น้ำนครนายก 2 แห่งรวมกัน จะเก็บน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการอุปโภค-บริโภค การใช้น้ำในเขตกรุงเทพฯและเขตใกล้เคียงในที่ราบลุ่มของประเทศไทย,,,” ด้วยพระราชดำรัสดังกล่าวนี้ กรมชลประทาน จึงได้เริ่มลงมือก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งแต่ปี 2537 แล้วเสร็จในปี 2542 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ที่เขื่อนแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเขื่อนดินที่มีความยาวถึง 4,860 เมตร ถือได้ว่าเป็นเขื่อนดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุดถึง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ตัวอ่างเก็บน้ำกินพื้นที่ถึง 2 จังหวัดคือ ลพบุรีและสระบุรี เป็นแหล่งน้ำที่เปรียบเสมือนโอ่งใบใหญ่ที่สำคัญของที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่าง

ถ้าจะตั้งคำถามว่า แล้ว 10 ปีที่ผ่านมา เราได้ประโยชน์อะไรจากเขื่อนที่มีมูลค่าการก่อสร้างกว่าสองหมื่นล้านบาทแห่งนี้ หากไปถามคนกรุงเทพฯและพื้นที่ใกล้เคียง ก็จะมีหลายคนบอกว่า ตั้งแต่มีเขื่อนป่าสักฯ ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือปัญหาน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ปัจจุบันได้ลดลงไปค่อนข้างมาก เพราะมีเขื่อนป่าสักฯช่วยเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำป่าสักไว้ ทำให้ลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วงฤดูน้ำหลากได้เป็นอย่างมาก และหากไปถามเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายเขื่อนป่าสักฯ แถวๆ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา  ก็จะได้รับคำตอบว่า 10 ปีที่ผ่านมา สภาพชีวิตของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สามารถทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปรังที่สามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดในช่วงฤดูแล้งของทุกปี อีกทั้งยังเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้นอีกด้วย ไม่ต้องไปฝากความหวังไว้กับฝนฟ้าจากธรรมชาติเหมือนสมัยก่อนที่ยังไม่มีเขื่อน หรือแม้แต้อาชีพทำการประมงก็สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ท้ายเขื่อนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำตลอดทั้งปีด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังได้สร้างประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะในฤดูแล้ง จะเป็นแหล่งน้ำที่สนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่อีกกว่า 174,500 ไร่ ในเขตจ.ลพบุรีและสระบุรี เป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค การอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศน์ที่สำคัญของลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ ซึ่งสำรวจแล้วพบว่า มีพันธุ์ปลาน้ำจืดที่เกิดใหม่มากขึ้นกว่าเดิมถึง 100 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ที่งดงาม ควบคู่ไปกับการมาเที่ยวชมทุ่งทานตะวันทั้งในพื้นที่จ.ลพบุรีและสระบุรี ที่สำคัญตัวเขื่อนตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงของเรามากนัก สามารถเดินทางไป-มาได้อย่างสะดวกสบาย อย่างที่หลายๆคนได้ไปสัมผัสกันมาแล้ว

ทั้งหลายทั้งปวงดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคุณประโยชน์ของเขื่อนป่าสักฯ ซึ่งไม่สามารถนำมากล่าวได้หมดในที่นี้ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะขจัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพสกนิกรของพระองค์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของความรัก ความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ซึ่งคนไทยทุกคนจะต้องน้อมรำลึกและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงนี้ตลอดไป

ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสครบ 10 ปี ทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กรมชลประทาน จึงได้จัดงาน  “1 ทศวรรษ บันทึกแห่งกาลเวลา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” ขึ้น เมื่อวันที่ 25-27  พฤศจิกายน  2552 ที่ผ่านมา  โดยได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจาก ฯพณฯ นายสวัสดิ์  วัฒนายากร องคมนตรี อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดกิจกรรมมากมาย อาทิ การจัดแสดงภาพนิทรรศการแห่งความประทับใจในพิธีเปิดเขื่อน พระบรมวงศานุวงศ์กับเขื่อนป่าสัก ฯ  ประโยชน์และอนาคตของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  การเสวนาเรื่อง  บันทึกแห่งกาลเวลา  เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  โดยผู้มีส่วนสำคัญในการสนองพระราดำริและการก่อสร้างเขื่อนในขณะนั้น การแสดงจินตลีลาประกอบวีดิทัศน์ชุด  “จากหยาดเหงื่อพ่อ  สู่สายน้ำแห่งชีวิตใหม่”  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยการนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  และมีเต็นท์ให้ชาวไทยได้ร่วมกัน เรียงร้อยหยดน้ำถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  การแสดงดนตรีของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง กุ้ง สุทธิราช วงศ์เทวัญ และการแสดงของวงดนตรีลูกทุ่งต่างๆที่สลับสับเปลี่ยนกันมาเล่นตลอดทั้งสามคืนของการจัดงาน รวมถึงการจัดแข่งขันจักรยานทางไกลบนเขื่อนป่าสักฯ ด้วย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้เพลิดเพลินไปกับการเลือกชมและเลือกซื้อสินค้านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ผลิตภัณฑ์ OTOP ของเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานของโครงการฯ รวมทั้งสินค้าพื้นเมืองอื่นๆ อีกมากมาย ที่ได้นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่ายภายในงาน ในราคาที่ย่อมเยา

 

***************************************

2   ธันวาคม  2552