การจัดการน้ำชลประทานคืออะไร

วิบูลย์  บุญยธโรกุล

 

คำนำ

                การจัดการน้ำชลประทานในโครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดใหญ่ของรัฐ นับว่าเป็นเรื่องใหม่เมื่อเทียบกับวิวัฒนาการด้านการชลประทานแบบสมัยใหม่ ซึ่งได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับจากหลังสงครามโลกครั้นที่สองเป็นต้นมา  ในอดีต นายช่างชลประทานมักจะคาดหวังกันเอาเองว่า เมื่อได้ก่อสร้างโครงการชลประทานเสร็จเรียบร้อยและสามารถส่งน้ำเข้าคลองได้แล้วเกษตรกรก็จะขุดคูรับน้ำไปให้เองจากคลองที่กรมชลประทานขุดขึ้นและจะดูแลคูที่ตนขุดให้สามารถรับน้ำไปใช้ได้ตลอดไป  นอกจากนั้นยังคาดหวังอีกว่าเกษตรกรจะมีส่วนร่วมในการดูแลบำรุงรักษาระบบส่งน้ำที่กรมชลประทานสร้างขึ้นอีกด้วยความคาดหวังดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดการละเลยที่จะเร่งรัดให้โครงการนั้นบรรลุผลตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณเพื่อการบำรุงรักษา และการจัดเจ้าหน้าที่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาบริการโครงการ ทั้งนี้เพราะคิดว่างานจัดสรรน้ำและบำรุงรักษาเป็นงานประจำที่ซ้ำซาก  ไม่จำเป็นจะต้องใช้บุคลาการที่มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษแต่อย่างใด

                ประสบการณ์ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดใหญ่จำนวนมาก  ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนของการวางโครงการในขณะเดียวกันปัญหาในด้านการจัดสรรน้ำก็พอกพูนมากขึ้น  โดยมีสาเหตุมาจากการขาดกิจกรรมที่จะช่วยให้การจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ขาดการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการบำรุงรักษาระบบอย่างเพียงพอ มีการแก่งแย่งน้ำจากแหล่งเดียวกัน แต่เพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่นมากขึ้น  มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในเขตโครงการชลประทานมากขึ้น ฯลฯ  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้มีผลต่อการจัดการน้ำชลประทานโดยตรง

 

วัตถุประสงค์

                บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเสนอแนวคิดในเรื่องของการจัดการน้ำชลประทาน  ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารโครงการชลประทานทุกโครงการ มีปัจจัยมากมายที่จะมีผลให้การจัดการน้ำของโครงการประสพผลสำเร็จหรือล้มเหลว บทความนี้ได้รวบรวมปัจจัยต่าง    เหล่านั้นไว้ เพื่อเป็นแนวทางให้เลือกปฏิบัติหรือแก้ไข  อันจะเป็นผลให้โครงการชลประทานนั้นเพิ่มระดับความสำเร็จในการจัดสรรน้ำให้แก่เกษตรกรอย่างั่วถึงและยุติธรรมและบรรลุเป้าหมายที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป

 

ความหมายของการจัดการน้ำชลประทาน

                การจัดการน้ำชลประทาน  หมายถึงการจัดส่งน้ำให้ไปถึงพื้นที่เพาะปลูกในเวลาและปริมาณที่พืชต้องการ เพื่อให้การเพาะปลูกนั้นเกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุดและยังหมายรวมถึง  การกำจัดน้ำที่มากเกินความต้องการออกจากพื้นที่เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชและอำนวยความสะดวกต่อการเกษตรกรรมในพื้นที่ด้วย

                การจัดการน้ำชลประทานในโครงการชลประทานสามารถแบ่งออกได้เป็นสองระดับ  คือ

         1.  การจัดการน้ำในไร่นา

         2.  การจัดการน้ำระดับโครงการ

                การจัดการน้ำในไร่นา  หมายถึงการให้น้ำแก่พืชและการระบายน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่เพาะปลูก กิจกรรมส่วนนี้ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของเกษตรกร  ยกเว้นในบางประเทศที่กลุ่มเกษตรกรได้ว่าจ้างให้โครงการชลประทานรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย

การจัดการน้ำในระดับโครงการ รวมถึงการผันน้ำจากแหล่งน้ำเข้าสู่คลองสายใหญ่และคลองซอยซึ่งในโครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่โดยทั่ว ๆ ไปจะอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่โครงการ

จะเห็นได้ว่า  ถ้าจะให้การจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  การจัดการน้ำระดับโครงการจะต้องสอดคล้องกับการจัดการน้ำในระดับไร่นา ความสอดคล้องดังกล่าวนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างเกษตรกรผู้ใช้น้ำและเจ้าหน้าที่โครงการซึ่งเป็นผู้จัดสรรน้ำ การประสานงานนี้จะรวมถึงการกำหนดฤดูการส่งน้ำ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของพืชและพื้นที่ที่จะปลูก  ข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับพื้นที่และรอบเวรในการรับน้ำ  และการรับผิดชอบร่วมกันในการจัดแบ่งน้ำและการบำรุงรักษาระบบ กิจกรรมทั้งหมดนี้จะดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรยุ่งยากมาก แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่ง่ายเลยเพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเป็นจำนวนมากซึ่งมีกิจกรรมผลประโยชน์และปัยหาทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกันออกไป โดยแท้จริงแล้วการประสานงานกับเกษตรกรนั้นถือว่าเป็นหัวใจของการที่จะทำให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพทีเดียว

 

งานจัดสรรน้ำของโครงการชลประทาน

                ภาระที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรน้ำของโครงการชลประทาน สามารถจำแนกออกได้เป็น  3  กลุ่มด้วยกันคือ

                1.  งานส่งน้ำ

                2.  งานบำรุงรักษา

                3.  งานส่งเสริมหรือพัฒนาการใช้น้ำ

                โดยทั่ว ๆ  ไป  งานส่งน้ำซึ่งครอบคลุมถึงการผันน้ำเข้าสู่ระบบการควบคุม การวัด และการจัดแบ่งน้ำให้แก่เกษตรกร  ถือว่าเป็นงานหลักของโครงการชลประทาน  ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องถ้าหากว่าโครงการนั้นเป็นโครงการเก่าที่เกษตรกรมีความรู้ความชำนาญในเรื่องของการใช้น้ำเป็นอย่างดีแล้ว และโครงการนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องของการบำรุงรักษา  แต่ถาหากเป็นโครงการที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ เกษตรกรควรจะได้รับการชี้แนะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำอย่างใกล้ชิด  ดังนั้นโครงการควรจะเน้นในเรื่องการพัฒนาการใช้น้ำเป็นพิเศษในระยะแรก    เพื่อที่จะช่วยเร่งให้ประสิทธิภาพการใช้น้ำของโครงการอยู่ในระดับสูงอย่างรวดเร็วและตลอดไปในอนาคต

                เป้าหมายหลักของการพัฒนาการใช้น้ำนั้นควรจะอยู่ที่การให้ข้อมูลและให้คำแนะนำในเรื่องการใช้น้ำอย่างถูกต้อง และแสวงหารความร่วมมือจากเกษตรกร เพื่อให้การจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล  งานพัฒนาการใช้น้ำนั้นอาจจะทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นนอกเหนือขอบเขตงานชลประทานด้วย  เช่น  ในแง่ของทุนและปัจจัยการผลิต  การตลาด  เป็นต้น  ในกรณีเช่นที่กล่าวนี้เจ้าหน้าที่ชลประทานอาจจะต้องทำหน้าที่ช่วยประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้การเกษตรชลประทานบรรลุเป้าหมายโดยรวมและเกิดการยอมรับจากเกษตรกรอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจ้าหน้าที่พัฒนาการใช้นาจะต้องให้การสนับสนุนเกษตรกรนั้นรวมถึง  การให้ข้อมูลและข่าวสาร  การให้ความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างถูกต้อง  การช่วยแก้ปัญหาในสนาม  การร่วมกันวางแผนการปลูกพืชและกำหนดการส่งน้ำการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ฯลฯ  กิจกรรมพัฒนาการใช้น้ำถือว่าเป็นกิจกรรมที่จำเป็นของการบริหารโครงการชลประทานและเป็นกลไกที่สำคัญที่จะทำให้การจัดการน้ำประสพผลสำเร็จ

                งานบำรุงรักษาถือว่าเป็นงานที่จำเป็นและมีความสำคัยสูงตราบเท่าที่โครงการนั้นยังมีการใช้งานอยู่  ทั้งนี้เพราะว่าถ้าหากระบบส่งน้ำไม่สามารถรองรับอัตราส่งน้ำที่ต้องการได้แล้ว  ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าเกษตรกรที่อยู่ทางด้านท้ายน้ำจะไม่ได้รับน้ำในเวลาและอัตราที่ต้องการ  ผลที่จะตามมาก็คือคลองส่งน้ำจะชำรุดทรุดโทรมอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเนื่องจากขาดความร่วมมือในการดูแลบำรุงรักษาจากเกษตรกรทางด้านท้ายน้ำ

                งานส่งน้ำถือว่าเป็นงานที่ยากมากที่สุดที่จะทำให้ประสพผลสำเร็จอย่างแท้จริงทั้งนี้เพราะค่อนข้างยุ่งยากในแง่เทคนิค  และจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นผู้ที่จำทำงานนี้ได้ดีจำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำต้นทุนชลศาสตร์ของระบบส่งน้ำ และความต้องการน้ำชลประทานดีพอสมควร  ตลอดจนต้องเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีและมีความสามารถในการบริหารงานบุคคล เพราะจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายระดับเป็นจำนวนมาก

                ในงานส่งน้ำนั้น  กิจกรรมหลักก็คือการจัดสรรน้ำในปริมาณที่พอเหมาะส่งไปให้พื้นที่เพาะปลูกได้อย่างทั่วถึงในเวลาที่พืชต้องการกิจกรรมย่อยที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้รวมถึงการวางแผนส่งน้ำ   การปฏิบัติตามแผนการตรวจสอบและประเมินผล และการปรับแผนเพื่อลดการสูญเสียน้ำหรือเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด  กิจกรรมย่อยนี้จะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูการเพาะปลูกทั้งนี้เพราะว่าแหล่งน้ำต้นทุนและความต้องการน้ที่จุดต่าง    ในพื้นที่เพาะปลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมในไร่นาตลอดเวลา  และเมื่อใดก็ตามที่แหล่งน้ำต้นทุนมีไม่พอกับความต้องการ  ปัญหาต่าง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผุ้ใช้น้ำก็จะทับถมเข้ามาจนมีความยุ่งยากมากขึ้นอีกหลายเท่า

 

งานส่งน้ำชลประทาน

                วัตถุประสงค์หลักของงานส่งน้ำก็คือ  การจัดแบ่งน้ำในปริมาณที่พอเหมาะไปให้ถึงพื้นที่เพาะปลูกในเวลาที่พืชต้องการ  โยมีการสูญเสียน้ำในระหว่างทางน้อยที่สุด  การที่จะปฏิบัติงานนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโครงการชลประทานนั้น  จำเป็นต้องมีปัจจัยที่สำคัญ  3  ประการ  คือ

                1.  มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถในการวางแผนการส่งน้ำ  ควบคุมการส่งน้ำ  และติดตามประเมินผล

                2.  มีระบบส่งน้ำที่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสนาม และกับวิธีการบำรุงรักษาอย่างเพียงพอ

                3.  มีเจ้าหน้าที่และพนักงานที่มีความรู้ในปริมาณที่พอเหมาะกับงาน

                ในปัจจัยทั้งสามที่กล่าวข้างต้นนี้  ปัจจัยแรก  คือความรู้ความสามารถในการวางแผนการส่งน้ำนั้น นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้การส่งน้ำมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้เพราะว่าโครงการจำเป็นจะต้องส่งน้ำไปยังพื้นที่ที่ต้องการใช้ในปริมาณที่ตรงกับความต้องการให้สากที่สุด  หรือลดการสูญเสียระหว่างทางและในขณะที่ให้น้ำน้ำแก่พืชให้น้อยที่สุด  อย่างไรก็ตามการที่จะทำเช่นที่ว่านี้ได้เจ้าหน้าที่วางแผนส่งน้ำจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจระบบส่งน้ำของโครงการอย่างถี่ถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขีดความสามารถของระบบว่าตามสภาพความเป็นจริงแล้ว  คลองส่งน้ำสามารถรองรับอัตราการไหลผ่านอาคารแต่ละตัวสัมพันธ์อย่างไรกับ H  และขนาดช่องเปิดของบาน  การไหลจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดหนึ่งใช้เวลามากน้อยเท่าใด ระดับน้ำที่จุดต่าง ๆ ในคลองเป็นอย่างไร  เมื่ออัตราการไหลเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น  สิ่งต่าง    ที่กล่าวข้างต้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ในการออกแบบตามความเป็นจริงในสนาม ส่วนใหญ่มักจะต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในการออกแบบ ทั้งนี้เพราะ  ค่าสัมประสิทธิ์ที่เลือกใช้  เช่น  Manning 's  n  เป็นค่าที่เหมาะกับระบบที่มีการบำรุงรักษาอย่างดี ซึ่งงบประมาณและเครื่องมือที่โครงการชลประทานได้รับในปัจจุบันยังไม่สามารถดูแลระบบให้อยู่ในสภาพเช่นที่กล่าวได้

                ดังนั้น  ก่อนที่จะวางแผนการส่งน้ำ เจ้าหน้าที่ของโครงการจำเป็นต้องตรวจสอบขีดความสามารถของระบบ ว่าสามารถรองรับอัตราการไหลสูงสุดได้เท่าใด  มีการสูญเสียน้ำในแต่ละช่วงมากน้อยแค่ไหน  การไหลผ่านอาคารควบคุมและวัดน้ำแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะอย่างไร  สิ่งต่าง    เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  เมื่อมีตะกอนและวัชพืชสะสมมากขึ้นในฤดูการส่งน้ำ เป็นต้น  เพื่อที่ว่าเจ้าหน้าที่จัดสรรน้ำจะได้ปรับแผนให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงในสนามได้ถูกต้อง

                ปัญหาในการส่งน้ำส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อกำหนดที่เลือกใช้ในการออกแบบวิธีการส่งน้ำเจ้าหน้าที่ส่งน้ำจำเป็นจะต้องทราบรายละเอียดที่กำหนดไว้เดิม  ซึ่งจะทำให้ง่ายขึ้นต่อการค้นหา  สาเหตุของปัญหาในการส่งน้ำและการแก้ไขปรับปรุงระบบให้สามารถส่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยหลักการแล้วทุกโครงการจะต้องมีปูมหรือสมุดประวัติโครงการประจำอยู่ทุกโครงการ  สมุดประวัตินี้จะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับการออกแบบ  ( Desing  Criteria )  รายละเอียดของวิธีการส่งน้ำที่เลือกใช้ หน้าที่และลักษณะเฉพาะ  ( เฮด - ขนาดช่องเปิดของบาน - อัตราการไหล )  ของอาคารควบคุมบังคับน้ำและอัตราการวัดน้ำแต่ละตัว  แบบก่อสร้างและประวัติการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผลการตรวจวัดความสามารถในการส่งน้ำได้จริงของอาคาร ฯลฯ  ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของโครงการที่ย้ายเข้ามารับงานใหม่สามารถศึกษาและปฏิบัติงานต่อไปได้อย่างไม่ติดขัด

                เมื่อเจ้าหน้าที่วางแผนส่งน้ำคำนวณได้ว่า พื้นที่ในแต่ละแฉกส่งน้ำ และในคลองแต่ละสายต้องการน้ำเท่าใด เมื่อส่งน้ำเข้าคลองไปแล้วก็จะต้องมีการติดตามประเมินผลว่าในแต่ละจุดนั้นได้รับน้ำจริงตามที่คำนวณไว้หรือไม่ การติดตามประเมินผลนี้จะทำได้สะดวกมากถ้าหากอาคารควบคุมบังคับน้ำมีจำนวนมากพอและอาคารแต่ละตัวในระบบมีข้อมูลลักษณะเฉพาะ  ( Calibration  Curve )  ที่วัดไว้ซึ่งถ้าหากจำเป็นต้องปรับอัตราการส่งน้ำเนื่องจากอัตราการไหลที่ได้รับไม่ตรงกับที่คำนวณไว้  ก็สามารถตรวจสอบถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นได้สะดวก  การตรวจสอบและประเมินผลการส่งน้ำในสนาม  จำเป็นจะต้องใช้พนักงานที่ได้รับการฝึกฝนอบรมให้มีความเข้าใจถึงระบบส่งน้ำที่ตนเองรับผิดชอบ การค้นหาสาเหตุและการแก้ไขปัญหาการส่งน้ำในสนาม ตลอดจนต้องมีระบบการสื่อสารและคมนาคมที่ดีพอสมควร  เพื่อให้การแก้ไขทำได้อย่างรวดเร็ว

งานบำรุงรักษาระบบชลประทาน

                ระบบส่งน้ำนับว่าเป็นองค์ประกอบที่แพงที่สุดของโครงการชลประทาน ถึงกระนั้นก็ตาม  เมื่อดูจากลำดับความสำคัญของงบประมาณที่ให้กับงานชลประทานแล้วการบำรุงรักษระบบส่งน้ำจะอยู่ในลำดับหลัง    ดังนั้น  จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ว่า  ระบบส่งน้ำที่อยู่ห่างไกลจากหัวงาน ห่างไกลจากชุมชนหรือไม่มีเส้นทางคมนาคมที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ง่าย  มักจะไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร  และมักจะมีปัญหาในระยะไม่นานหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ การบำรุงรักษาระบบส่งน้ำเป็นปัยหาหลักของประเทศที่กำลังพัฒนาทุกประเทศ ซึ่งจะเน้นการก่อสร้างโครงการขึ้นใหม่มากกว่าการดูแลรักษาโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้วอย่างไรก็ตาม  เรื่องงบประมาณมิใช่ปัญหาหลักเพียงปัญหาเดียว  ยังมีปัญหาอื่น    ที่เกี่ยวข้องอีกซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้  คือ

                1.  งบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอกับปริมาณงานบำรุงรักษาที่ต้องทำ

                2.  ขาดความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ใช้น้ำในการมีส่วนร่วมในงานบำรุงรักษา

                3.  มีการออกแบบระบบส่งน้ำที่ไม่เหมาะสมในบางจุด  ก่อให้เกิดปัญหาในการบำรุงรักษาทำให้การบำรุงรักษาแพงหรือยุ่งยากมาก

                4.  ไม่มีระบบการบริหารงานบำรุงรักษาที่ดี

                5.  ขาดการตรวจสอบระบบที่ต้องทำตามระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือระบบอยู่ในสถานที่ที่เข้าไปตรวจสอบได้ยาก

                6.  ไม่มีแผนการบำรุงรักษาที่แน่นอน

                หัวใจของงานบำรุงรักษาก็คือ  การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้  การตรวจสอบและการซ่อมแซมที่ชำรุดเสียหายเพียงเล็กน้อย  จะช่วยป้องกันการซ่อมใหญ่ซึ่งมีราคาแพงและอาจต้องหยุดส่งน้ำซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อเกษตรกรมาก  การบำรุงรักษาที่ดีจะเป็นหลักประกันว่า ระบบส่งน้ำจะปฏิบัติงานได้เต็มขีดความสามารถตามที่ออกแบบไว้  ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ

งานพัฒนาการใช้น้ำ

                งานส่งเสริมหรือพัฒนาการใช้น้ำ  นับว่าเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับงานส่งเสริมการเกษตร  ความจำเป็นของกิจกรรมนี้สืบเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียวมาก่อน เมื่อรัฐได้ก่อสร้างระบบชลประทานให้แล้วเกษตรกรก็ยังยึดถือวิธีการเกษตรแบบเดิมอยู่  กล่าวคือ  จะเริ่มลงมือเตรียมดินก๋ต่อเมื่อมีฝนตกลงมาขังในแปลงนามากพอที่จะเตรียมดินได้ทั้ง    ทีเกษตรการสามารถรับน้ำชลประทานมาทดแทนน้ำฝนได้  เมื่อให้น้ำแก่พืชก็มักจะให้จนเกินความต้องการเนื่องจากคุ้นเคยกับความไม่แน่นอนของฝนในอดีตจึงเผื่อเอาไว้เป็นต้น  นอกจากนั้น ยังไม่รู้จักเลือกใช้วิธีการให้น้ำที่เหมาะสมสำหรับพืชไร่  และพืชสวน  เป็นต้น  ดังนั้นถ้าไม่ได้รับการชี้แนะจากผู้ที่มีความรู้ทางด้านการใช้น้ำอย่างถูกต้องแล้ว  ก็เป็นที่แน่นอนว่า  เกษตรกรจะยังคงยึดถือวิธีการแบบเดิม    อยู่ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า  การจัดแบ่งน้ำให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงจะยุ่งยากมากและไม่มีประสิทธิภาพ

                ในเรื่องของการให้น้ำสำหรับพืชไร่และพืชสวนนั้นอาจกล่าวได้ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ได้เริ่มต้นในเรื่องนี้เลย  ทั้ง    ที่นโยบายของรัฐได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  6  ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วว่า จะลดพื้นที่นาและเปลี่ยนไปเป็นพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าให้มากขึ้นระบบให้น้ำแก่พืชสวนและพืชไร่ที่เกษตรกรได้พัฒนาขึ้นมาเอง  เช่น  ระบบน้ำหยด  และระบบฉีดฝอย  ยังมีข้อบกพร่องทางเทคนิคที่ต้องการการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากรัฐอีกมาก

                โดยหลักการแล้ว  พนักงานหรือเจ้าหน้าที่พัฒนาการใช้น้ำ  ไม่ควรจำกัดหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะข้าวในแปลงนาเท่านั้น  ควรจะรวมทั้งพืชไร่  และพืชสวน  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพืชครั้งที่สอง  และไม้ยืนต้นด้วย  และอย่างน้อยความรับผิดชอบนั้นควรจะครอบคลุมถึงกิจกรรมต่าง    ดังต่อไปนี้  คือ

                1.  เป็นผู้ให้คำแนะนำและข้อมูลแก่เกษตรกรในเรื่องของการจัดการน้ำในไร่นา  ซึ่งครอบคลุมถึงการให้น้ำ  การระบายน้ำ  และการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้การเพาะปลูกนั้นได้ผลผลิตสูงสุด

                2.  ช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งน้ำและให้น้ำแก่พืช  และนำเสนอปัญหาที่ยากเกินกว่าจะแก้ไขได้ในสนามให้กับผู้บังคับบัญชาเพื่อหาทางแก้อย่างถาวรตลอดไป

                3.  รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพืชและพื้นที่เพาะปลูกในแฉกส่งน้ำและตกลงกับเกษตรกรในเรื่องแผนการและรอบเวรส่งน้ำในฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึง

                4.  เมื่อได้ตกลงกับเกษตรกรแล้ว  คอยดูแลและแนะนำให้เกษตรกรปฏิบัติตามแผนที่กำหนด  เพื่อลดความยุ่งยากในการจัดสรรน้ำ

                5.  เป็นผู้ประสานงานระหว่างเกษตรกรผู้ใช้น้ำกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง  เช่น  สำนักงานส่งเสริมการเกษตร  ธกส.  และภาคเอกชน  เป็นต้น

                6.  ประสานงานกับเกษตรกรผู้ใช้น้ำเพื่อร่วมมือกันทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง  เช่น  กิจกรรมจัดแบ่งน้ำในแฉก  การบำรุงรักษาระบบส่งน้ำในแปลงนา  เป็นต้น

                7.  สนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้  แนวคิด  วิธีการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก ฯลฯ  ในระหว่างเกษตรกรด้วยกันทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่  เช่น  การพาเกษตรกรจากโครงการหนึ่งไปดูกิจกรรมของเกษตรกรอีกโครงการหนึ่งที่มีความก้าวกน้ามากกว่า  เพื่อนำมาปรับใช้ในโครงการของตนเอง  เป็นต้น

                จะเห็นได้ว่า  งานพัฒนาการใช้น้ำเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทั้งในฤดูและนอกฤดูการเพาะปลูก  ดังนั้นในแต่ละโครงการ จำเป็นต้องมีหน่วยพัฒนาการใช้น้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยจะต้องมีความรู้ หรือได้รับการอบรมให้มีความรู้ในเรื่องของการจัดการน้ำในระดับไร่นาเป็นอย่างดี  ตลอดจนเป็นผู้ที่มีความสามารถถ่ายเทความรู้เหล่านี้ให้แก่เกษตรกรได้ด้วย  เพราะฉะนั้น หน่วยพัฒนาการใช้น้ำจะต้องคุ้นเคยกับปัญหาในท้องที่เป็นอย่างดี และสามารถให้คำแนะนำที่นำไปปฏิบัติให้แก่เกษตรกร กิจกรรมของหน่วยพัฒนาการใช้น้ำจะต้องได้รับการสนับสนุนจากโครงการในเรื่องของเอกสารส่งเสริมและเผยแพร่แปลงนาสาธิตการใช้น้ำ  สถานที่ที่จะใช้อบรมเกษตรกรและเบี้ยเลี้ยงและยานพาหนะทีจะช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                งานพัฒนาการใช้น้ำนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานจัดสรรน้ำที่จำเป็นต้องมีอยู่กับทุกโครงการตลอดไป

 

 

 

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดการน้ำ

                เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า งานจัดการน้ำนั้นมิใช่เป็นงานเทคนิคเพียงด้านเดียว การที่จะทำให้การจัดการน้ำของโครงการชลประทานประสพผลสำเร็จนั้น นอกเหนือจากการพิจารณาปัจจัยทางด้านวิศวกรรมแล้ว จำเป็นจะต้องนำเอาปัจจัยด้านเกษตรกรรม  เศรษฐกิจ  สังคม  กฎหมาย  และการจัดการมาประกอบด้วย การพิจารณาในแง่ต่าง    เหล่านี้  จะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับการพิจารณาวางโครงการลงมาถึงการส่งน้ำและบำรุงรักษา

                มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดการน้ำในโครงการชลประทาน การผสมผสานระหว่างหลาย ๆ ปัจจัยนี้อาจจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละโครงการและแต่ละท้องที่  รายการที่นำมาสรุปให้ไว้นี้ เป็นปัจจัยที่จะพบในโครงการชลประทานที่ประสพความสำเร็จโดยทั่ว    ไป

.  ปัจจัยทางวิศวกรรม

                -  มีแล่งน้ำต้นทุนเพียงพอและเชื่อถือได้

                -  มีการวางแผนการส่งน้ำที่ดี

                -  มีการพัฒนาระบบกระจายน้ำในไร่นา  รวมทั้งอาคารวัดน้ำ ควบคุม  และระบายน้ำเพียงพอ

                -  มรการปรับระดับผิวดินและจัดรูปที่ดิน

                -  การวางระบบส่งน้ำและระบายน้ำอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมมากพอและขนาดโตพอ

                -  ใช้การส่งน้ำแบบหมุนเวียนที่มีขนาดของแฉกส่งน้ำพอเหมาะ

                -  การให้น้ำตรงตามความต้องการน้ำของพืช  มีการวัดอัตราและระยะเวลาที่ให้น้ำ

                -  ระบบชลประทานและระบายน้ำได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่จะดูแลบำรุงรักษาได้

                -  มีระบบสื่อสารและการคมนาคมที่ดี

                .  ปัจจัยทางการเกษตร

                -  เกษตรกรปลูกพืชที่ให้ผลกำไร  และพืชที่ปลูกนั้นเหมาะสมกับสภาพดิน  ภูมิอากาศ  และปัจจัยอย่างอื่นในท้องถิ่นนั้น

                -  มีการสนับสนุนทางด้านจัดหาปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรการสนับสนุนนี้รวมถึงทุน  เมล็ดพันธุ์ที่ดี  ปุ๋ย  ยาปราบศัตรูพืช  และการตลาด

                -  เกษตรกรเลือกปลูกพืชพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพแล้ว

                .  ปัจจัยด้านการจัดการ

                -  โครงการมีการจัดองค์กรดี มีเจ้าหน้าที่มีคุณภาพและจำนวนเหมาะสม

                -  ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในการบริหารโครงการมากพอ

                -  มีกฎหมายรองรับกฎเกณฑ์ต่าง     เกี่ยวกับงานจัดสรรน้ำ

                -  มีระบบการบริหารโครงการดี

                .  ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ 

                -  มีกลุ่มผู้ใช้น้ำหรือสมาคมผู้ใช้น้ำที่เข้มแข็ง  และผู้นำกลุ่มที่เสียสละ

                -  ผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการวางแผนการส่งน้ำ  การแบ่งน้ำ  และการบำรุงรักษาระบบส่งน้ำ

                -  โครงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการใช้น้ำและการให้ความรู้เกษตรกรในเรื่องของการใช้น้ำอย่างถูกต้อง  และการเพิ่มผลผลิตเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น

                -  มีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในระหว่างหน่วยงานฝ่ายสนับสนุนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการส่งเสริมการเกษตร  การตลาด  และการให้ความรู้แก่เกษตรกร

                -  มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเช่น  ถนน  ตลาด  ยุ้งฉาง  อย่างเพียงพอ

ปัญหาที่พบในโครงการที่ไม่ประสพความสำเร็จ

                รายการต่อไปนี้คืออุปสรรคที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการที่พบอยู่เสมอ  คือ

                .  ระบบชลประทาน 

                -  ออกแบบ  ก่อสร้าง  และบำรุงรักษาไม่ได้มาตรฐาน  เป็นผลให้ส่งน้ำไม่ได้ตามที่ต้องการ  หรือมีการสูญเสียน้ำมาก

                -  มีจำนวนคลอง - คูส่งน้ำและระบายน้ำไม่เพียงพอ  หรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม

                -  จำนวนอาคารควบคุมบังคับน้ำน้อยเกินไป

                -  พื้นที่รับน้ำไม่เรียบ  รูปทรงไม่เหมาะสม

                .  การกระจายน้ำ

                -  ขาดความร่วมมือระหว่างเกษตรกรด้วยกัน  เกษตรกรต้นน้ำใช้น้ำมากเกินความต้องการ  เกษตรกรท้ายน้ำไม่ได้รับน้ำ

                -  การจัดรอบเวรไม่อำนวยความสะดวกให้เกษตรกร

                .  ปัญหาด้านตัวเกษตรกรและเงื่อนไขทางสังคม

                -   เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการน้ำ

                -  ไม่มีตัวอย่าง  หรือขาดแบบแผนในทางปฏิบัติที่เคยยอมรับและใช้กันจนเป็นธรรมเนียมมาก่อน  

                .  ความอ่อนแอของสถาบัน

                -  ไม่มีการสนับสนุนจากโครงการชลประทานในเรื่องของการพัฒนาการใช้น้ำ

                -  โครงการขาดพนักงานที่มีคุณภาพ

                -  ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรชลประทาน

                -  กลุ่มผู้ใช้น้ำไม่มีประสิทธิภาพ

สรุป

                ความสำเร็จของโครงการชลประทานนั้น  อยู่ที่ความสามารถจัดส่งน้ำไปให้ถึงพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรอย่างทั่วถึง  ในปริมาณและเวลาที่พืชต้องการอันจะเป็นผลให้ได้ผลผลิตสูงสุดเท่าที่ปัจจัยการผลิตจะอำนวยให้  หัวใจสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ก็คือ  การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเกษตรกรผู้ใช้น้ำกับเจ้าหน้าที่ของชลประทานและการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่สนับสนุนการผลิตและการตลาด

                โครงการชลประทานที่ประสพผลสำเร็จนั้นจะสังเกตเห็นได้ง่ายโดยดูจากพืชพันธุ์ที่เจริญงอกงามสม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นที่ในฤดูฝน